Rfid Hong Kong Library

Making RFID Work : The World’ s Largest University library RFID Implementation

ในเดือนตุลาคม 2008 สำนักหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยฮ่องกง (HKUL) ได้เริ่มนำ RFID มาใช้ในงานบริการห้องสมุดเป็นครั้งแรก เพื่อจัดการกับทรัพยากรที่มีรวมกันมากกว่า 2.65 ล้านชิ้น และมีจำนวนผู้ใช้บริการรวม 102,676 คน

Untitled.png

ระหว่างปี 2007 ถึง 2008 HKUL ได้ใช้เงินถึง 73 ล้านเหรียญฮ่องกง ในการจัดหาทรัพยากร ทำให้ปริมาณทรัพยากรที่ให้บริการเพิ่มจำนวนขึ้นจาก 2,170,471 ชิ้น ในปี 2003 มาเป็น 2,645,696 ชิ้นในปี 2008 มีอัตราการเพิ่มขึ้น 7.38% ต่อปี โดยเฉพาะหอสมุดกลางที่มีทรัพยากรให้บริการมากที่สุด (ปี 2008 มีทรัพยากรจำนวน 1,277,982 ชิ้น เปรียบเทียบกับ ปี 2003 ที่มีทรัพยากร 1,075,491 ชิ้น) ซึ่งหากจำแนกประเภทของทรัพยากรที่มีการจัดหาในปี 2008 แล้วพบว่า สามารถจำแนกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ประกอบด้วย วารสารวิชาการ (Journal 16.58%) หนังสือ (21.70%) และสื่ออิเล็คโทรนิกส์(56.74%)
ในการจัดการกับทรัพยากรที่มีปริมาณมาก HKUL ได้แบ่งงานออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย (1) งานจัดทำรายการสืบค้น (catalogue) มีหน้าที่จัดทำรายการสืบค้นให้แก่ทรัพยากร ทั้งที่เป็นสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็คโทรนิกส์ต่างๆ รวมถึงการแปลงเลข Call Numbers ให้เป็นเลขรหัสในระบบดิวดี้ (2) งานให้บริการยืม-คืน (Circulation) มีหน้าที่ในการให้บริการยืม-คืน ทรัพยากรของหอสมุด และจำแนกหนังสือที่มีการเรียกใช้น้อย เพื่อย้ายไปเก็บไว้ยัง Hing Wai Storage Facility และ (3) งานเอกสารอ้างอิง (reference) มีหน้าที่ให้บริการสมาชิกในการค้นคว้าข้อมูลสำหรับการทำวิจัยและการอ้างอิงต่างๆ
การจัดการตามวิธีการดังกล่าว พบว่าประสบปัญหาในบางประการ อาทิ ผู้ใช้บริการหาหนังสือบนชั้นวางไม่เจอ ทั้งๆที่ในระบบแจ้งว่าหนังสือดังกล่าวอยู่บนชั้นวาง (on shelf) ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากการที่ผู้ใช้บริการนำหนังสือไปวางผิดตำแหน่ง หรือต้องการซ่อนหนังสือที่ต้องการใช้ เพื่อให้ตนเองสามารถหาเจอได้เพียงคนเดียว หรือหนังสือดังกล่าวถูกขโมยไป ซึ่งด้วยวิธีการจัดการแบบเดิม HKUL ไม่สามารถระบุได้ว่า หนังสือสูญหายไปจำนวนเท่าไหร่ เนื่องจากไม่มีระบบการตรวจนับจำนวนหนังสือ
ในปี 2000 บริษัท 3M ได้นำเสนอระบบ Digital Identification (DID) ซึ่งระบบดังกล่าวจะมีประโยชน์ต่อการบริหารจัดการงานห้องสมุด ผ่านการนำ RFID มาประยุกต์ใช้

เทคโนโลยี RFID

RFID เป็นวิธีการระบุตำแหน่งอัตโนมัติโดยการใช้คลื่นวิทยุ โดยต้องติด RFID tag บนวัตถุที่ต้องการระบุตำแหน่ง ซึ่ง RFID tag นี้จะเก็บข้อมูล ID ไว้บนชิป และใช้เครื่องอ่าน RFID ในการอ่านข้อมูลบน RFID tag RFID Tag สามรถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ active tag และ passive tag Active tag จะมีแบตเตอร์รี่ฝังตัวอยู่ ซึ่งทำให้นอกจากสามารถเก็บข้อมูล ID ได้แล้วยังสามารถเก็บข้อมูลส่วนหนึ่งเพิ่มเติมได้อีกด้วย ในขณะที่ Passive Tag จะต้องใช้พลังงานจากเครื่องอ่านและจะสามารถเก็บข้อมูลได้เฉพาะ ID เท่านั้น

Untitled1.png

ที่มา: www.library.com.tw/product/rfid03.htm

RFID tag ประกอบด้วย 3 ส่วน

1. ชิป มีหน้าที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุที่ติด RFID tag
2. สายส่งข้อมูล (antenna ) มีหน้าที่ส่งข้อมูลไปยังเครื่องอ่าน
3. ส่วนที่ใช้ติดกับวัตถุ
RFID tag จะต้องทำงานร่วมกับสายส่งข้อมูล

การใช้งาน RFID

สำหรับการนำ RFID มาประยุกต์ใช้กับงานห้องสมุด เกิดขึ้นครั้งแรกที่หอสมุดแห่งชาติของประเทศสิงคโปร์ ที่มีปริมาณหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆรวมกันมากกว่า 1.5 ล้านเล่ม นอกจากนี้ยังปรากฏที่หอสมุด Homer Babbidge ที่เมืองคอนเนกติกัน มีหนังสือให้บริการประมาณ 500,000 เล่ม รวมถึง หอสมุด Lied ที่เมืองเนวาดา หอสมุด Exact Sciences ที่เมือง Leuven และหอสมุด NUS ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งการนำ RFID มาใช้งานส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นทดลองแทบทั้งสิ้น
RFID ถูกนำมาใช้ทดแทนการใช้บาร์โค้ด และแถบแม่เหล็ก (EM) ซึ่งหากเปรียบเทียบกับบาร์โค้ดแล้ว RFID จะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า (RFID สามารถใช้งานได้มากกว่า 1แสนครั้ง) อีกทั้งสามารถอ่านข้อมูลได้โดยไม่ต้องสัมผัสโดยตรงกับ tag นอกจากนี้แล้วยังสามารถป้องกันการลอกเลียนแบบที่เกิดกับบาร์โค้ดได้อีกด้วย

ทำไม ระบบ RFID จึงมีความจำเป็นกับสำนักหอสมุดของมหาวิทยาลัยฮ่องกง

(HKUL Annual Report 2009)

1. สำนักหอสมุดกลางมีจำนวนทรัพยากรที่อยู่ในความดูแลจำนวนมาก ดังนี้
a. ทรัพยากรอิเล็คโทรนิกส์
i. วารสารออนไลน์ (e-journal) จำนวน 52,841 ชิ้น
ii. ฐานข้อมูลออนไลน์ จำนวน 639 ฐานข้อมูล
iii. หนังสืออิเล็คโทรนิกส์ จำนวน 1,573,054 เล่ม
b. หนังสือ และสื่อสิ่งพิมพ์จำนวน 2,645,696 เล่ม
2. จำนวนหนังสือและทรัพยากรที่มีการยืม-คืน มีมากกว่า 3 ล้านครั้งต่อปี

สิ่งที่สำนักหอสมุดต้องการเพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น

1. ต้องสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบบริหารห้องสมุด (LMS) ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันได้
2. เคาเตอร์สำหรับให้ผู้ใช้บริการสามารถยืม-คืนหนังสือด้วยตนเอง เพื่อลดปริมาณงานของเจ้าหน้าที่
3. บรรลุเป้าหมายผู้ใช้บริการเคาเตอร์ยืม-คืนด้วยตนเอง ที่ระดับ 60-80%
4. ดำเนินงานช่วงแรกที่สำหนักหอสมุดกลางก่อน หลังจากนั้นจึงจะเริ่มนำไปปกฺบัติที่หอสมุดอื่นต่อไป
5. ช่วยปรับปรุงการตัดสินใจจากการที่ได้รับรายงาน ที่มีความเที่ยงตรง ทันเวลา
6. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรห้องสมุด ผ่านการอ่าน tag หนังสือที่อยู่บนชั้นวางเพื่อตรวจนับ
7. ลดจำนวนทรัพยการที่สูญหาย

Untitled3.png

ปัญหาจากการใช้ระบบ RFID

1. การละเมิดด้านสิทธิส่วนบุคคล
เนื่องจากข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่บน RFID tag จะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากร รวมถึงส่วนปิด/เปิดสัญญาณเตือน รวมถึงรายละเอียดอื่นๆ ตัวอย่างเช่น สถานที่จัดเก็บหนังสือ เลขเรียกหนังสือ ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง เป็นต้น เทคโนโลยี RFID ที่นำมาใช้กับงานของหอสมุดนิยมใช้ความถี่ของคลื่นวิทยุที่ 13.56 MHz ซึ่งจะทำให้การอ่านข้อมูล RFID tag ต้องทำในระยะใกล้ คือ ประมาณ 1 เมตรเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะมีการลักลอบอ่านข้อมูลบน RFID tag ด้วยเครื่องอ่านจากตึกในบริเวณใกล้เคียงได้ อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่อง ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ก็เป็นประเด็นที่มีความเปราะบางและละเอียดอ่อน ดังเช่นที่ ห้องสมุดสาธารณะของเมืองซานฟรานซิสโก
2. จากความก้าวหน้าของการประยุกต์ใช้งาน RFID ในรูปแบบต่างๆ มีปัจจัยใดบ้างที่ Sidorko ควรพิจารณาเพื่อเลือก แนวทางในการนำ RFID มาใช้ให้เหมาะสมกับงานของหอสมุดมหาวิทยาลัยฮ่องกง
ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการนำระบบ RFID มาใช้กับงานหอสมุดมีดังนี้
• งบประมาณที่ใช้ในการติดตั้ง และดูแลระบบ RFID ระบบ RFID นั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ามากเมื่อเทียบกับการใช้บาร์โค้ด
• ความเหมาะสมของเทคโนโลยี ระบบ RFID ที่จะนำมาใช้ควรมีความสอดคล้องกับเป้าหมายหลักของสำนักหอสมุด กล่าวคือ เพื่อสร้างบริการที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านความถูกต้องของข้อมูล ความรวดเร็วในการให้บริการ และความปลอดภัยของข้อมูล แม้ว่า RFID จะถูกนำไปประยุกต์ได้หลายลักษณะ ดังเช่นจากตัวอย่างในกรณีศึกษานี้ที่มีการติดตั้ง RFID ไว้ที่เก้าอี้ และเก้าอี้จะติดตามผู้ใช้บริการไปตามที่ต่างๆในห้องสมุด ซึ่งเป็นแนวคิดที่สร้างสรรค์ แต่จะมีประโยชน์คุ้มค่าแก่การลงทุนหรือไม่ เป็นประเด็นที่ผู้บริหารควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
3. EPCglobal เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการกำหนดมาตรฐานการใช้งาน RFID ได้ออกข้อกำหนดฉบับใหม่เกี่ยวกับมาตรฐาน RFID ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวเนื่องกับ RFID ในอนาคต ประเด็นดังกล่าวนี้ คือ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นต่อการใช้งานระบบ RFID ดังนั้น Sidorko จะมีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไรหากเทคโนโลยี RFID มีการพัฒนาเทคโนโลยี หรือเปลี่ยนแปลงมาตรฐานไปจากเดิมที่ใช้งานอยู่
เมื่อองค์การตัดสินใจนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ ย่อมต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต สำหรับ RFID tag เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป คาดว่าจะส่งผลให้ราคา tag ต่อชิ้นถูกลง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน
แต่หากพิจารณาในด้านฮาร์ดแวร์ เช่น ประตูสำหรับผ่านเข้า-ออกและ เคาเตอร์ให้บริการ หรือเครื่องอ่านแบบพกพา แล้วนั้น โดยปกติเมื่อเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีใหม่จะสามารถใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีเดิมได้อยู่ จนกระทั่งเทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการพัฒนาไปกว่าเดิมมาก ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายปี เมื่อถึงเวลานั้นผู้บริหารควรประเมินถึงค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง อายุการใช้งานและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา เปรียบเทียบระหว่างฮาร์ดแวร์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และฮาร์ดแวร์ที่จะจัดหาใหม่เพื่อประกอบการตัดสินใจ
อย่างไรก็ตามในกรณีศึกษานี้ สำนักหอสมุดมีบริษัทที่ปรึกษาที่ให้คำแนะนำในส่วนนี้ คือ ETIC TAGSYS และ IBM ซึ่งบริษัทเหล่านี้ล้วนเป็นบริษัทข้ามชาติที่มีประสบการณ์ด้านการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ อีกทั้งในการเลือกบริษัทเหล่านี้ สำนักหอสมุดจะพิจารณาถึงความสัมพันธ์ในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ซึ่งหากโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จย่อมเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายทั้งสำหนักหอสมุด และบริษัทผู้เป็นพันธมิตร ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการขยายการใช้งานไปยังหอสมุดสาขา และหอสมุดของมหาวิทยาลัยอื่น

4. ตั้งแต่ปี 2003 ถึง 2008 HKUL ได้ใช้เงินลงทุนในการจัดหาทรัพยากรอิเล็คโทนิกส์เพิ่มขึ้นในทุกๆปี โดยในปี 2003 จำนวนเงินที่ใช้ในการจัดหาทรัพยากรอิเล็คโทรนิกส์คิดเป็น 26% ของจำนวนเงินทั้งหมดที่ใช้ในการจัดหาทรัพยากรของหอสมุด และเพิ่มขึ้นเป็น 56.74% ในปี 2008 ด้วยเหตุที่ความนิยมของผู้ใช้บริการต่อทรัพยากรอิเล็คโทรนิกส์นั้นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้จะมาทดแทนความต้องการใช้ทรัพยากรที่เป็นหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์หรือไม่ และจะส่งผลต่อความต้องการใช้งานระบบ RFID และโครงการ RFID ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่
จากข้อมูลที่ปรากฏในรายงานประจำปี 2009 และ 2010 ได้อธิบายเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวไว้ดังนี้ สืบเนื่องจากราคาของทรัพยากรในรูปของสิ่งพิมพ์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหากเปรียบเทียบกับทรัพยากรอิเล็คโทรนิกส์ จึงเป็นเหตุผลหลักต่อแนวทางในการจัดหาทรัพยากรของสำนักหอสมุด นอกจากนี้ทรัพยากรในรูปแบบอืเล็คโทรนิกส์ยังสร้างมูลค่าเพิ่มได้ด้วย โดยหอสมุดสามารถร้องขอเนื้อหาจากสำนักพิมพ์หลายแห่งให้รวมอยู่ในทรัพยากรเดียวกันได้ หรือได้รับไฟล์ spreadsheet ที่เป็น add-on เพิ่มได้

Untitled4.png
Untitled5.png

ที่มา: The University of Hong Kong Library Annual Report , 2009

จากข้อมูลที่ปรากฏในรายงานประจำปี 2009 ของสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยฮ่องกง ได้แสดงถึงการปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยในปี 2009 หอสมุดได้จัดหาทรัพยากรอิเล็กโทรนิกส์เพิ่มขึ้น 4.29% และลดการจัดหาหนังสือลง 2.46% โดยส่วนที่เป็นทรัพยากรอิเล็กโทรนิกส์ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ e-books ที่ในปี 2009 มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปี 2008 ถึง 322,255 ชิ้น

Untitled6.png
Untitled7.png

ที่มา: The University of Hong Kong Library Annual Report , 2010

จากข้อมูลที่ปรากฏในรายงานประจำปี 2010 ของสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยฮ่องกง หอสมุดได้จัดหาทรัพยากรอิเล็กโทรนิกส์เพิ่มขึ้น 4.4% และจัดหาหนังสือเพิ่มขึ้น 1.9% โดยส่วนที่เป็นทรัพยากรอิเล็กโทรนิกส์ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ e-books ที่ในปี 2010 มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปี 2009 ถึง 532,372 ชิ้น
แม้ว่าการเพิ่มขึ้นของการจัดหา ทรัพยากรอิเล็กโทรนิกส์ จะส่งผลให้การจัดหาทรัพยากรที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ลดจำนวนลง แต่อย่างไรก็ตามระบบ RFID ก็ยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากทรัพยากรที่เป็นหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ยังคงมีการใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งแม้ว่าจะมีทรัพยากรอิเล็คโทรนิกส์เพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทรัพยากรอิเล็คโทรนิกส์จะเข้ามาแทนที่ทรัพยากรที่เป็นสิ่งพิมพ์ทั้งหมดได้ ตัวอย่างเช่น หนังสือเก่า หนังสือหายาก หนังสือสงวน และหนังสือเฉพาะหนังสือเหล่านี้บางส่วนไม่ได้จัดทำในรูปแบบอิเล็คโทรนิกส์ไว้ ดังนั้นตราบเท่าที่หนังสือเหล่านี้ยังคงมีความจำเป็นต่อการศึกษา ระบบ RFID ก็ยังคงมีความจำเป็นต่อการบริหารหอสมุดต่อไป
5. การบริหารโครงการ จากผลการศึกษาเรื่อง การบริหารโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศ โดย ผศ.ดร.วราภรณ์ จิรชีพพัฒนา คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในปี 2551 ได้อธิบายเกี่ยวกับสาเหตุของความล้มเหลวของโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศไว้ 5 ประการ ประกอบด้วย การมีส่วนร่วมของผู้ใช้ การสนับสนุนจากผู้บริหาร ความชัดเจนของความต้องการ การวางแผนโครงการที่เหมาะสม และความคาดหวังต่อโครงการที่สอดคล้องกับความจริง โดยได้อธิบายต่อไปว่า การบริหารโครงการจะเกี่ยวข้องกับส่วนสำคัญ 3 ส่วน กล่าวคือ ขอบเขต เวลา และงบประมาณ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของโครงการนั้น การบริหารโครงการอาจสามารถจำแนกได้เป็น 9 ด้านย่อยๆ ประกอบด้วย การบริหารขอบเขต การบริหารเวลา การบริหารค่าใช้จ่าย การบริหารคุณภาพ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การบริหารการสื่อสาร การบริหารความเสี่ยง การบริหารการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารการบูรณาการโครงการ ดังแสดงในภาพ

Untitled8.png

ที่มา: ปรับปรุงจาก Schwalbe, 2007 อ้างถึงใน วราภรณ์ จิรชีพพัฒนา, 2551

ผู้จัดทำ : G3 (YMBA 30)

5310221003 ไพลิน เสรีสงแสง
5310221011 ลัคขณา เงาดีงาม
5310221012 สนทยา เจริญวิริยะภาพ
5310221015 วิวัฒน์ เหลืองกมลพันธุ์
5310221018 สุกัญญา ฤทธิเพชร
5310221026 กฤษณี อ่ำถนอม