รายงานสภาพตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ในประเทศไทย พร้อมบทวิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และความเสี่ยง
จากผลการสำรวจมูลค่าตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ในปี 2552 พบว่า ตลาด คอมพิวเตอรฮาร์ดแวร์ปี 2552 มีมูลค่าตลาดรวมทั้งสิ้น 80,869 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการ เติบโตร้อยละ 2.5 (เป็นการคำนวณเทียบจากมูลค่าตลาดคอมพิวเตอรฮาร์ดแวร์เท่ากับ 77,619 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมมูลค่าตลาด Projector และ UPS เนื่องจากเปนการสารวจข้อมูล ปีแรก) ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณการจาหน่ายสูงที่สดในตลาดคอมพิวเตอรฮาร์ดแวร์คือ กลุ่มเครื่องคอมพิวเตอรส่วนบคคล (Personal Computer: PC) ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ เดสก์ทอป เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบ๊ค และเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ซึ่งมีมูลค่ารวมกัน ทั้งสิ้น 51,824 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 64 ของมูลค่าตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ รองลง มาคือ กลุ่ม System, Printer, External Data Storage และ Monitor ตามลำดบ สาหรับในปี 2553 ประมาณการว่าตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์จะมีมูลค่าทั้งสิ้น 88,040 ล้านบาท หรือคิด เป็นอัตราการเตบโตร้อยละ 8.9 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูง
ในส่วนของปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ในปี 2552 มาจากสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะการชุมนุมทางการเมืองสร้างความไม่มั่นใจ ต่อการลงทุนภายในประเทศ รวมไปถึงสภาวะเศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 ส่งผลต่อการลดระดับการลงทุนภายในประเทศ การวางงาน ของแรงงาน และการลดการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและภาคเอกชน ทำให้เกิดการชะลอตัว ของการซื้อสินค้าในกลุ่มคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์บางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ (Large Scale) การยืดอายุการใชงานอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิมของภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน ประหยัดการใช้จ่ายทางด้านไอทีที่ไม่จำเป็นมากขึ้น ขณะที่การแข่งขันทางด้านราคาระหว่าง ผู้ประกอบการทำให้สินค้ามีราคาต่อหน่วยลดต่ำลง ส่งผลให้มูล่าตลาดที่ผู้ประกอบการได้รับ หดตวลง หรือกล่าวได้ว่าผู้ประกอบการต้องจำหน่ายสินค้ามากขึ้นเพื่อรักษาระดับรายได้ของ ตนเอง
แม้ว่าราคาต่อหน่วยของผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์เกือบทุกประเภทจะมี แนวโน้มลดต่ำลงทุกปี แต่ในปี 2552 พบว่า ผลิตภัณฑ์หลายประเภทสามารถรักษาการ เติบโตทางด้านมูลคาไว้ได้อันเนื่องมาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค และจอภาพแอลซีดี เป็นต้น ในทางกลับกันมีผลิตภัณฑ์บางประเภทที่มีมูลค่าตลาด หดตวลงเนื่องมาจากปริมาณการขายลดลง เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป และเครื่อง พรินเตอร์ประเภท Dot Matrix เป็นต้น ดังนั้นการวิเคราะหการเติบโตของตลาดคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์จึงต้องพิจารณาในเชิงปริมาณการขาย (Unit) ควบคู่กับมูลค่าการขาย (Value) เพื่อ ใหเกิดความชัดเจนมากที่สุด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนในตลาดคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ปี 2552 ได้แก่ การเติบโตในเชิงปริมาณของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค (Notebook) เครื่องคอมพิวเตอร์เน็ตบ๊ค (Notebook) จอภาพแอลซีดี (LCD Monitor) เครื่องพรินเตอร์ ประเภทออลอินวัน (All in One Printer) และกล้องดิจิทอล (Digital Camera) รวมไปถึงการ เติบโตในเชิงมูลค่าของ External Hard Disk ขณะเดียวกันเครื่องพรินเตอร์ประเภท Single Inkjet และ Consumer PDA มีปริมาณการขายหดตัวลง
สัดส่วนปริมาณการจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ระหว่าง Inter Brand กับ Local Brand + DIY
ระหว่างปี 2549 – 2552 และประมาณการปี 2553
เมื่อพิจารณาสัดส่วนปริมาณการจำหน่ายระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปสำเร็จรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศ (Inter Brand PC) กับ เครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปที่ผลิตภายในประเทศ (Local Brand PC) รวมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประกอบเอง (Do it Yourself : DIY) พบว่า ในปี 2549 จนถึง 2551 สัดส่วนปริมาณการจำหน่ายเข้าใกล้กันอยู่ที่ 47:53 และในปี 2552 สัดส่วนอยู่ที่ 63:35 จะเห็นได้ว่า Inter Brand PC มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มหันมาซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่นำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพราะมีระดับราคาใกล้เคียงกับ Local Brand PC และ DIY สาเหตุอีกประการหนึ่งคือ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้การยอมรับตราสินค้าที่เป็น Inter Brand มากกว่า Local Brand และในปี 2553 คาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 70:30 ดังนั้นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ในประเทศจะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคที่มีต่อตราสินค้า Local Brand ทั้งนี้ภาครัฐจะต้องให้การสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมผู้ผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดเป็นนโยบาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ และมีการประกาศใช้อย่างจริงจัง
มูลค่าตลาด External Hard Disk ปี 2550 – 2552 และประมาณการปี 2553
External Hard Disk จากการสารวจในปีที่ผ่านมาแม้ว่ามูลค่าตลาดในปี 2551 จะลดลง จากปี 2550 บ้าง แต่ในปี 2552 กลับพบว่ามีมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเห็นได้จาก มูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ถึงร้อยละ 16.4 หรือคืดเป็นมูลค่า 1,700 ล้านบาท และ คาดว่าในปี 2553 จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 2,500 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตร้อยละ 47.1 ทั้งนี้เนื่องจาก External Hard Disk มีราคาถูกลง สามารถบันทึกข้อมูล ได้มากขึ้น อีกทั้งพฤติกรรมในการเก็บข้อมูลของผู้บริโภคมีการเก็บข้อมูลในรูปแบบของไฟล์ ภาพและเสียงมากขึ้น และการเติบโตของตลาดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ซึ่งมีความจุของ ฮาร์ดดิสก์ในตัวเครื่องไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บรโภค ประกอบกับความสามารถ โอนถ่ายข้อมูลทำได้เร็วขึ้น แนวโน้มในอนาคตอุปกรณ์ฮาร์ดดิสก์แบบพกพาจะเข้ามาทดแทน การทำงานของออพติคัลไดรฟ์ต่างๆ เช่น ดีวีดีไดรฟ์ เนื่องจากใช้งานง่าย และสะดวกในการ โอนถ่ายข้อมูล
นอกจากนี้ยังมี Flash Drive ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลเช่นเดียวกับ External Hard Disk แต่มีความจุและขนาดเล็กกว่ามาก คาดว่าในอนาคตจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว อันเนื่องมาจาก Flash Drive เป็นอุปกรณ์ที่สามารถนำไปใข้กับอุปกรณ์อื่นๆได้ เช่น การนำไปใช้กับเครื่องเล่น MP3 เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีข้อได้เปรียบ Enternal Hard Disk บางประการ เช่น ใช้พลังงานน้อยกว่า ทนต่อแรงกระแทกได้มากกว่า น้ำหนักเบา พกพาสะดวก ถึงแม้ว่าราคาจำหน่ายต่อจำนวนความจุ ของ Flash Drive จะยังคงแพงกว่า External Hard Disk อยู่บ้างก็ตาม
จากการประมาณการแนวโน้มของตลาดฮาร์ดแวร์ในปี 2553 ได้นำ SWOT Analysis เข้ามาวิเคราะห์ได้ดังนี้

รายงานสภาพตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ในประเทศไทย พร้อมบทวิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และความเสี่ยง
การสำรวจตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์
ตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟแวร์แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
• Enterprise Software
• Mobile Application Software
• Embedded Software
• ซอฟต์แวร์กลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้จัดอยู่ใน 3 กลุ่มข้างต้น เช่น ซอฟต์แวร์เกม(ที่ไม่ได้อยู่บนโทรศัพท์เคลื่อนที่) ซอฟต์แวร์เฉพาะด้านต่างๆ เป็นต้น
ภาพรวมตลาดซอฟร์แวร์ปี 2549 - 2252
โดยภาพรวมมูลค่าตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ไทยนับตั้งแต่ปี 2549 – 2552 เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10.6 ต่อปี
มูลค่าและอัตราการเติบโตของตลาดซอฟต์แวร์ ปี 2549 – 2552 และประมาณการปี 2553
ทั้งนี้ตลาดซอฟต์แวร์ในปี 2552 มีมูลค่ารวม 64,365 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตร้อยละ 2.3 ซึ่งเป็นการเติบโตต่ำกว่าร้อยละ 10 เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
มูลค่าตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ปี 2551-2552 และประมาณการปี 2553
เมื่อพิจารณาตามประเภทซอฟต์แวร์พบว่า Enterprise Software ยังคงเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงสุดคือ 56,062 ล้านบาท เติบโตจากปี 2551 ร้อยละ 0.9 เป็นการเติบโตต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับซอฟต์แวร์ประเภทอื่นๆ รองลงมา ได้แก่ Mobile Application มีมูลค่า 3,069 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 16.3 และ Embedded System Software มีมูลค่า 2,760 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 17.0
ประมาณการมูลค่าตลาดซอฟแวร์ในปี 2553
จากสถิติ จะเห็นได้ว่าภาพรวมของตลาดซอฟแวร์เติบโตในอัตราที่ลดลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา โดยในปี 2552 มีอัตราการเติบโตเพียง 2.3% ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากผลกระทบจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศอเมริกาที่ส่งผลกระทบกับการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก และทำให้สถานการณ์ในประเทศไทยประสบกับความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการชะลอการใช้จ่ายในภาคธุรกิจและ ภาครัฐ ปรากฏการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อตลาด ICT
สำหรับในปี 2553 มีการประมาณการว่ามูลค่าของตลาดซอฟแวร์ ยังคงมีโอกาสที่จะเติบโตขึ้นจากปี 2552 ซึ่งจากข้อมูลของศูนย์บริการข้อมูลอุตสาหกรรมซอฟแวร์แห่งชาติ (SIPA) ได้มีการประมาณการว่าจะมีอัตราการเติบโตของตลาดเพิ่มขึ้น 5.5% จากมูลค่าตลาดของปี 2552
จากการประมาณการแนวโน้มของตลาดซอฟแวร์ในปี 2553 ได้นำ SWOT Analysis เข้ามาวิเคราะห์ได้ดังนี้












