Scribe book 3 (2) IT Strategy & Analysis _IBM

ICT CLUSTER

ict01.JPG
ict02.JPG
ict03.JPG
ict04.JPG
ict05.JPGict06.JPG
โครงสร้างอุตสาหกรรม ICT ของประเทศไทย ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ การบริการด้าน IT และบริการด้านการสื่อสาร

บริบทด้านปัจจัยการผลิต

วัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรม ICT คือทุน เทคโนโลยี รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจัยการผลิตด้านอื่นเป็นปัจจัยที่ไม่สำคัญนัก ยกเว้นในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่ปัจจัยเรื่องบุคลากร (ที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ) มาเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ เพราะอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ต้องอาศัยแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญสูง

บุคลากร

จำนวนบุคลากร ICT มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของการใช้ ICT โดยปัจจุบันประเทศไทย มีผู้มีความรู้ความสามารถด้านนี้มากขึ้น ทั้งในภาครัฐและเอกชน และมีผู้จบการศึกษาที่เกี่ยวข้อง ทั้งระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาจำนวนไม่น้อย แต่ประเทศไทยก็ยังขาดแคลนบุคลากรด้าน ICT อีกมาก ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรที่มีทักษะสูง หรือทักษะเฉพาะด้านต่างๆ

ict07.JPG
ผู้ทำงานด้าน ICT แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มทักษะสูง คือ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านคอมพิวเตอร์ และกลุ่มที่สอง กลุ่มทักษะต่ำ คือ กลุ่มช่างเครื่อง และช่างด้านอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็คโทรนิกส์ ซึ่งจากการสำรวจในปี 2551 ประเทศไทยมีผู้ทำงานด้าน ICT ทั้งสิ้น 403,842 คน
ict08.JPG
หากพิจารณาแยกตามประเภทกิจกรรมทางเศรษฐกิจพบว่า ภาคการบริการและการค้ามีจำนวนผู้ทำงานด้าน ICT มากที่สุดจำนวน 291,190 คน (ร้อยละ 72.1) รองลงมา เป็นภาคการบริการ 110,778 คน (ร้อยละ 27.4) ส่วนที่เหลืออยู่ในภาคเกษตรกรรม 1,872 คน (ร้อยละ 0.5)

บุคลากรในปัจจุบันของสถานประกอบการที่สำเร็จการศึกษาสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีประมาณ 31,125 คน โดยอยู่ในกลุ่มฮาร์ดแวร์มากที่สุดจำนวน 16,007 คน รองลงมาอยู่ในกลุ่มบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจำนวน 7,142 คน กลุ่มซอฟต์แวร์จำนวน 4,091 คน และกลุ่มการบริการด้านสื่อสารและโทรคมนาคมจำนวน 3,885 คน โดยบุคลากรที่สำเร็จการศึกษาสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่อจำนวนบุคลากรทั้งหมดมีเพียงร้อยละ 6.25 โดยกลุ่มซอฟต์แวร์เป็นกลุ่มที่มีจำนวนบุคลากรที่สำเร็จการศึกษาสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่อจำนวนบุคลากรทั้งหมดมากที่สุดร้อยละ 50.85 เนื่องจากกลุ่มซอฟต์แวร์เป็นกลุ่มที่ต้องการแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ict09.JPG
บุคลากร ICT ส่วนใหญ่ประมาณ ร้อยละ 70 อยู่ในกลุ่มทักษะต่ำ หากเทียบตามกลุ่มตำแหน่งแล้ว ในปี 2550 บุคลากรด้าน ICT ของประเทศไทยใน 18 อาชีพ ต่อ ตำแหน่ง กลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดคือผู้ปฏิบัติงานด้านระบบคอมพิวเตอร์ (System Operator) คิดเป็นร้อยละ 45.83 ของบุคลากรกลุ่มนี้ทั้งหมด รองลงมาเป็น ช่างเทคนิคระบบคอมพิวเตอร์ ร้อยละ 8.29 และ โปรแกรมเมอร์ ร้อยละ 6.74 ในขณะที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่างๆ จะเป็นกลุ่มที่มีจำนวนน้อยที่สุด ร้อยละ 0.48 - 1.59

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ แม้ในประเทศไทยกลุ่มวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับ ICT ถือเป็นงานที่กำลังเติบโตและมีผู้สนใจเข้ารับการศึกษาในระบบสามัญทางด้านนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2548 ผู้จบการศึกษาด้าน IT ทั้งหมดในระดับอุดมศึกษามีจำนวน 19,735 คน แต่ก็ยังมีปัญหาด้านคุณภาพของการศึกษา ในด้าน ICT ซึ่งหลายฝ่ายให้ความเห็นว่าอาจจะเป็นผลมาจากหลักสูตรด้าน ICTของมหาวิทยาลัยต่างๆ ในปัจจุบันยังไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ทำให้ผู้ประกอบการต้องรับภาระต่อยอดความรู้เพื่อให้แรงงานเหล่านี้สามารถทำงานตามที่ต้องการได้ นอกจาก นี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการสนับสนุนระบบการสอบประกาศนียบัตรความรู้และทักษะเฉพาะทางด้าน ICT (certification exam) อย่างเด่นชัด จึงประมาณได้ว่าคุณภาพของการศึกษานอกระบบสำหรับบุคลากร ICT ของไทยก็อาจยังไม่ได้มาตรฐานเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แม้สถานภาพบุคลากรด้าน ICT ของไทยในภาพรวมจะดูเป็นจุดอ่อนมากกว่าเป็นจุดแข็ง บุคลากร ICT ไทยถือว่ามีศักยภาพมากในด้านการผลิตซอฟแวร์ แอนิเมชั่น และสื่อบันเทิงดิจิตอลต่างๆ

โครงสร้างพื้นฐาน

ปัจจัยสําคัญที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนา ICT ของประเทศไทยในทุกๆ ด้าน คือ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งยังมีไม่เพียงพอและยังแพร่กระจายไม่ทั่วถึง ทําให้การพัฒนาและการใช้ประโยชน์ของ ICT เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ การพัฒนาธุรกิจ การให้บริการของภาครัฐ ยังไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเท่าที่ควร
ict10.JPG
หนึ่งในความท้าทายที่ยากที่สุดในการพัฒนาสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเฉพาะในประเทศกําลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ก็คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีสมรรถภาพดีขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในการสื่อสารและเข้าถึงข้อมูลความรู้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและความรู้ระหว่างกลุ่มคนที่มีความสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทั่วไป และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ที่อยู่ในชนบท

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลพบว่า ในขณะที่อัตราการมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง การใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก โดยในปี 2552 จํานวนผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในประเทศอยู่ที่ร้อยละ 29.3 และจํานวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ที่เพียงร้อยละ 20.1 และมีช่องว่างทางการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างผู้ที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณทล และผู้ที่อยู่ในเขตภูมิภาคค่อนข้างกว้าง ดังนั้น แม้ว่าการช่วยเหลือให้ประชาชนทุกระดับและในทุกภูมิภาคของประเทศมีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตใช้อย่างกว้างขวางในเวลาอันสั้นน จะเป็นเรื่องยากรัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในด้านการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเหล่านี้ ด้วยการจัดตั้งโครงการและออกมาตรการสนับสนุนให้มีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตใช้ในภาคการศึกษาและในหน่วยงานระดับชุมชนและตําบล โดยในปี 2551 ร้อยละของสถานศึกษาที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เท่ากับ 99.7 จํานวนเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อนักเรียนอยู่ที่ 1 ต่อ 14 และมีสัดส่วนครูที่ผ่านการอบรมด้าน IT อยู่ที่ร้อยละ 66.3

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศของประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของโทรศัพท์พื้นฐาน อินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่คอมพิวเตอร์ ยังจําเป็นต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายบริการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาค และในชนบทที่ห่างไกล เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น แต่ในกรณีของโทรศัพท์เคลื่อนที่การแข่งขันที่รุนแรงทําให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ สามารถใช้เทคโนโลยีนีได้อย่างแพร่หลายในทุกระดับรายได้และในทุกภูมิลําเนา ประกอบกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กําลังจะมาถึงในระยะอันใกล้ อาทิ บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G หรือ WiMAX (Worldwide Interoperability for Microwave Access) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการรับส่งสัญญาณ ดังนั้น โทรศัพท์เคลื่อนที่จึงน่าจะเป็นช่องทางของการเข้าถึงบริการสารสนเทศและการสื่อสารที่สําคัญและมีความเป็นไปได้สูงสุดสําหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่รัฐควรต้องพิจารณาในการออกแบบบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ สําหรับประชาชนในระยะต่อไป

ประเด็นที่สำคัญประการหนึ่งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คือ การพัฒนาโครงข่าย 3G ที่ยังประสบปัญหาด้านการออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ให้บริการ ส่งผลให้การพัฒนาด้าน ICT ของประเทศไทยชะงักงัน และล่าช้ากว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคที่สามารถให้บริการ 3G ได้ และส่งผลให้อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยตกลงในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี้
ict11.JPG
ict12.JPG

หากพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ พบว่า ประเทศไทยมีระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้าน ICT ต่ำกว่าหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์และเกาหลีใต้ ทั้งการใช้โทรศัพท์พื้นฐาน การใช้บริการอินเตอร์เน็ต และการใช้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ภาครัฐควรเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ICT เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม ICT ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

โดยสรุปปัจจัยพื้นฐานอุตสาหกรรม ICT สามารถกล่าวได้ว่า ไทยยังเป็นประเทศที่มีพื้นฐานการใช้เทคโนโลยีในประเทศไม่สูงมากนัก หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ ที่มีการแพร่กระจายของเทคโนโลยีในประเทศอย่างค่อนข้างทั่วถึง อย่างไรก็ตามการขยายตัวของจำนวนการใช้เทคโนโลยีของไทยก็ยังมีแนวโน้มที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีได้ในระดับหนึ่ง แต่ไทยยังขาดแคลนแรงงานฝีมือที่จะต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีในระดับสูง

บริบทด้านอุปสงค์

ปัจจัยด้านอุปสงค์สำหรับกลุ่ม ICT มีประเด็นที่ต้องพิจารณา 2 ด้านคือ เรื่องขนาดของอุปสงค์และคุณภาพของอุปสงค์ เนื่องจากแม้ว่าจะมีขนาดความต้องการบริโภคสูงแต่ไม่มีความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ ก็จะทำให้การพัฒนาด้าน ICT อยู่ในวงจำกัด
ict13.JPG

ในด้านขนาดของอุปสงค์ ปริมาณการบริโภคสินค้ากลุ่มโทรคมนาคมเป็นดัชนีชี้วัดขนาดการบริโภคสินค้ากลุ่ม ICT ได้เป็นอย่างดี การบริโภคสินค้ากลุ่มนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าถึงเทคโนโลยีด้วยวิธีการใช้ที่ไม่ซับซ้อน จำนวนเลขหมายที่มีการให้บริการจึงเปรียบเสมือน Derived Demand ของตลาด ICT
คุณภาพของอุปสงค์พิจารณาได้จากระดับการใช้เทคโนโลยีในกลุ่มสื่อสาร ทั้งนี้ประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงจะสามารถให้บริการได้อย่างหลากหลาย อาทิเช่น เทคโนโลยี 3G Wimax เป็นต้น

ขนาดของอุปสงค์
ผู้บริโภคของกลุ่ม ICT สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และ ภาคครัวเรือน ซึ่งจากข้อมูลในปี 2552 พบว่า การบริโภค (ค่าใช้จ่าย) ด้าน ICT ส่วนใหญ่มาจากภาคครัวเรือน ร้อยละ 52.3 โดยเป็นค่าใช้จ่ายด้านการสื่อสารมากที่สุด มูลค่า 234,135 ล้านบาท สำหรับภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน มีค่าใช้จ่ายด้านการสื่อสารสูงกว่าด้านอื่นๆเช่นเดียวกัน โดยมีมูลค่า 127,760 ล้านบาท
เมื่อเปรียบเทียบการใช้หรือการบริโภค ICT ในภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคครัวเรือน พบว่าถึงแม้จะมีการใช้เพิ่มขึ้น แต่ภาครัฐยังมีสัดส่วนการใช้ต่ำกว่าภาคอื่นๆ และมีแนวโน้มถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยด้านการเมืองในระดับหนึ่ง สําหรับภาคเอกชนนั้น มีแนวโน้มการใช้ที่ดีขึ้นตามลําดับ กล่าวคือนอกจากการเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการบริหารจัดการขององค์กร อีกเหตุผลหนึ่งงที่สําคัญก็คือการที่ผู้ประกอบการเผชิญการแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศรูปแบบต่างๆ มากขึ้น มีการออกมาตรฐาน กฎระเบียบที่ต้องอาศัยการตรวจสอบเปิดเผยข้อมูลกระบวนการผลิตที่เป็นสากลมากขึ้นเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเข้ามาช่วยผู้ประกอบ การในกระบวนการเหล่านี้ได้ในระดับหนึ่ง

ภาพรวมตลาด ICT
ตลาด ICT ของประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการยอมรับเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นตามลําดับของผู้ใช้ในประเทศ ทั้งภาครัฐ ธุรกิจเอกชน และประชาชนทั่วไป ความตื่นตัวต่อการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโลก รวมถึงการใช้งานที่ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น หลากหลายขึ้น และราคาที่ต่ำลงของอุปกรณ์ โดยเฉพาะผู้ใช้ภาคธุรกิจเอกชน ที่ให้ความสําคัญกับการใช้ IT เพื่อการบริหารจัดการมากขึ้นตามลําดับ
ict14.JPG
ในปี 2553 ตลาด ICT ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 595,604 ล้านบาท (ตัวเลขประมาณการ) โดยตลาดสื่อสาร โดยเป็นตลาดเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงที่สุด ครองส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ 64.2 รองลงมาได้แก่ ตลาดซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 14.8 และ 11.6 ตามลําดับ ยิ่งเป็นการย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเฉพาะซอฟต์แวร์และการบริการด้านคอมพิวเตอร์ ยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสําหรับประเทศไทย

ict15.JPG
คุณภาพของอุปสงค์
อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และดิจิทัลคอนเทนต์
อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และดิจิทัลคอนเทนต์ นับเป็นอุตสาหกรรม ICT ที่มีศักยภาพสําหรับประเทศไทยในปัจจุบัน ทั้งนี้พิจารณาได้จาก อัตราการเติบโตของตลาดที่มีอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดซอฟต์แวร์มีการเติบโตโดยเฉลี่ยนับแต่ปี 2541 สูงถึงร้อยละ 20.7 โดยในปี 2551 มีมูลค่า 62,900 ล้านบาท มีผู้ประกอบการอยู่ในอุตสาหกรรมนี้แล้วกว่า 1,300 ราย ในขณะที่อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ในประเทศไทย ก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในการผลิตและการบริโภค โดยในช่วงปี 2547 - 2549 อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ด้านแอนิเมชั่นและเกมส์ของไทย มีการเติบโตสูงกว่าร้อยละ 50 และมีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมแอนิเมชั นของไทยจะมีมูลค่าถึง 8,700 ล้านบาท ในปี 2553
ict16.JPG
ลักษณะที่สําคัญของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และดิจิทัลคอนเทนต์ คือเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรบุคคลเป็นปัจจัยการผลิตหลัก ผ่านการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ในการสร้างผลงานและทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมแปรรูปและเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบประเภทอื่นๆ ได้ด้วย ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมดังกล่าว จะถูกครองตลาดโดยผู้ผลิตต่างประเทศ ในโลกตะวันตก แต่ผู้ประกอบการของไทย ก็ได้มีการพัฒนาคุณภาพผลงานของตนเองอย่างต่อเนื่อง หากมีการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐก็มีโอกาสเข้าสู่ตลาดโลกซึ่งงมีมูลค่ามหาศาลได้
โดยสรุปสำหรับบริบทด้านอุปสงค์ ตลาดไอซีทีในประเทศไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้เพิ่มขึ้นได้อีก เนื่องจากในปัจจุบันยังมีสัดส่วนการใช้เทคโนโลยีไม่มากนักทั้งในระดับบุคคลและในระดับองค์กรธุรกิจ ส่วนแนวโน้มความต้องการในตลาดโลกนั้นยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมากโดยเฉพาะทางด้านซอฟท์แวร์การให้บริการที่ขยายตัวขึ้นมาก

บริบทด้านอุตสาหกรรมสนับสนุนและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

ความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม ICT

ict17.JPG
ภาคการผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ประกอบด้วยอุตสาหกรรมต้นน้ำ ได้แก่ ผู้ผลิตชิ้นส่วน (Component and Part) เช่น อุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศโดยมีวัตถุประสงค์ของการผลิตเพื่อการส่งออก อุตสาหกรรมกลางน้ำได้แก่ ผู้ประกอบชิ้นส่วน (Assemblers) ส่วนใหญ่เป็นผู้รับจ้างประกอบฮาร์ดแวร์ ตามความต้องการของลูกค้า โดยส่วนใหญ่มักนำเข้าชิ้นส่วนเข้ามาประกอบภายในประเทศ เนื่องจากชิ้นส่วนหลายชนิดไม่มีการผลิตในประเทศไทย ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเจ้าของยี่ห้อสินค้าต่างๆ ซึ่งเป็นผู้ออกแบบ Spec สินค้ามาให้ ส่วนอุตสาหกรรมปลายน้ำ ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โทรคมนาคม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ

ภาคการผลิต Software หรือ Application มีทั้งการนำเข้า (Software ทุกประเภท) การผลิตในประเทศโดย Software House ด้านการบริการด้าน IT พบว่าผู้ให้บริการอาจเป็นผู้ขาย Hardware (Hardware vendor) หรือผู้ขาย Software (Software vendor) มาทำหน้าที่เป็น IT Service Providers ร่วมด้วย
ภาคโทรคมนาคม เริ่มจากผู้จัดหาเนื้อหา (Content Providers) จัดหาเนื้อหาให้แก่ ผู้จัดหาบริการ (Service Providers) จากนั้นผู้จัดหาบริการได้จัดหา Services Platforms ให้แก่ผู้ให้บริการ (Network Operators) และผู้ให้บริการ โครงสร้างพื้นฐานด้านโครงข่ายและอุปกรณ์ลูกข่าย จากผู้จัดหาอุปกรณ์ (Equipment provider) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วนั้นผู้จัดหาอุปกรณ์มักจัดหาติดตั้งซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องจากผู้จัดหาซอฟต์แวร์/โปรแกรมประยุกต์ (Software Provider) อีกที

โดยสรุปสำหรับบริบทด้านอุตสาหกรรมต่อเนื่องและอุตสาหกรรมสนับสนุน การที่ไทยเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีค่อนข้างช้า ทำให้มีการพึ่งพิงหรือซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศค่อนข้างมากทั้งในด้านซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ ทางด้านอุตสาหกรรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีจึงมีไม่มากนัก ส่วนอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น การพัฒนาซอฟท์แวร์สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ แม้จะมีการผลิตขึ้นมาบ้างแต่ก็เป็นซอฟท์แวร์ที่ผลิตเพื่อใช้ในประเทศเท่านั้น ยังไม่สามารถส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้

บริบทด้านยุทธศาสตร์และโครงสร้างและความได้เปรียบของอุตสาหกรรม

ความพร้อมและความสามารถในการแข่งขันในระดับประเทศ
ict18.JPG
ที่มา: World competitiveness yearbook 2009, Economic Intelligence Unit e-readiness rankings 2009,
ประเทศไทยไทยเองก็ถือว่ามีความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรม ICT แต่ไม่โดดเด่น เพราะโดยเปรียบเทียบแล้วก็ยังด้อยกว่าสิงคโปร์ ซึ่งมีศักยภาพการแข่งขันในส่วนฮาร์ดแวร์ อยู่ในระดับสูง มีกลุ่มทุนอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศที่เข้มแข็งอย่างกลุ่ม Creative Technology และมีบุคลากรเพื่อการพัฒนาซอฟแวร์อยู่มาก ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น ไทยก็ด้อยกว่าเพราะญี่ปุ่นเป็นผู้ครอบครองและส่งออกเทคโนโลยีและทุ นของกลุ่มทุนอิเล็กทรอนิกส์โลก นอกจากนี้ แม้ว่าศักยภาพด้านการผลิตฮาร์ดแวร์ของไทยจะอยู่ในระดับปานกลางเช่นเดียวกับศักยภาพของมาเลเซียและจีน แต่มาเลเซียมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารซึ่งเป็นตัวชี้วัดศักยภาพในกลุ่มอุตสาหกรรม ICT ที่สำคัญอยู่ในระดับที่สูงกว่าไทย ขณะที่จีนมีปัจจัยเกื้อหนุนจากขนาดอุปสงค์ภายในประเทศที่ใหญ่ซึ่งจะดึงดูดทุนจากต่างประเทศซึ่งเป็นปัจจัยที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ทำให้มีแนวโน้มว่าในอนาคตไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรม ICT

Global Competitiveness Index 2010-2011
ict20.JPG
Competitiveness Index เป็นดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการวัดและเปรียบเทียบความสามารถของประเทศต่างๆในการสร้างสภาพแวดล้อมที่อำนวยต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน และส่งผลต่อศักยภาพในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีอันดับความสามารถในการแข่งขันเชิงเปรียบเทียบในภาพรวมของปี 2010-2011 ที่อันดับ 38 (จาก 139 ประเทศ) โดยถูกปรับลดลง 2 ตำแหน่งจากปี 2009-2010 ที่อันดับ 36 (จาก 133 ประเทศ)
ในการจัดอันดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ WWF ได้จำแนกเกณฑ์ชี้วัดออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1 กลุ่มปัจจัยพื้นฐาน 2 กลุ่มปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพในกระบวนการทำงาน เช่น สภาพตลาดแรงงาน ความพร้อมทางเทคโนโลยี ตลาดการเงิน เป็นต้น และ 3 ปัจจัยด้านนวัตกรรม เช่น ความทันสมัยของภาคธุรกิจ และศักยภาพของนวัตกรรม
ict19.JPG
จากเกณฑ์ชี้วัดทั้งสามกลุ่มปัจจัยที่กล่าวข้างต้นจะประกอบไปด้วย เกณฑ์ทั้งสิ้น 111 เกณฑ์กระจายตามแต่ละกลุ่มปัจจัย แต่จะมีเกณฑ์ชี้วัดเพียง 6 เกณฑ์สำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ICTคือ
1 จำนวนเลขหมายโทรศัพท์พื้นฐาน (Fixed Telephone Lines)
2 จำนวนเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Subscriptions)
3 จำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต (Internet Users)
4 จำนวนสมาชิกอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง
(Broadband Subscriptions)
5 การมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อใช้งาน
(Availability of Latest Technologies)
6 การลงทุนทางตรงของต่างประเทศและการถ่ายโอนเทคโนโลยี (FDI and Technology Transfer)

ซึ่งผลสรุปของการประเมินในปี 2010-2011 พบว่าเกณฑ์ชี้วัดทั้ง6 เกณฑ์ เปรียบเทียบกับผลของปี่ที่ผ่านมาถูกปรับลดลง มีเฉพาะเกณฑ์การลงทุนทางตรงของต่างประเทศและการถ่ายโอนเทคโนโลยี (FDI and Technology Transfer) เท่านั้นที่ปรับอันดับสูงขึ้น ซึ่งการลดลงของเกณฑ์ชี้วัดทั้ง 5 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพรวมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยถูกปรับอันดับลง 2 ตำแหน่ง ดังแสดงในภาพ

ปัจจัยด้านเทคโนโลยีใหม่ (Availability of lastest technologies) ถูกประเมินลดลง 11 อันดับ ซึ่งเป็นผลมาจากขณะนี้ประเทศอื่นส่วนใหญ่มีการใช้เทคโนโลยี 3G แล้ว ในขณะที่ประเทศยังมีความไม่แน่นอนในประเด็นดังกล่าว ดังนั้นหากประเทศไทยได้มีการให้ใบอนุญาต 3G แก่ภาคเอกชนแล้ว จะทำให้ดัชนีทั้ง 6 อันดับมีแนวโน้มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดัชนีจำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต(Internet Users) จำนวนสมาชิกอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Subscriptions) รวมถึงการมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อใช้งาน (Availability of Lastest Technologies)

Network Readiness
World Economic Forum (WEF) ได้รายงานความก้าวหน้าทาง ICT รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการพัฒนาประเทศ โดยสร้างดัชนี Network Readiness Index (NRI) เป็นตัวชี้วัด NRI ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ ดัชนีสภาวะแวดล้อมของประเทศ ดัชนีความพร้อมทางด้านเครือข่าย และดัชนีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งแต่ละดัชนีประกอบด้วยดัชนีย่อยดังนี้
ict21.JPG
จากการจัดระดับความพร้อมของโครงข่ายโทรคมนาคม (Networked Readiness Index: NRI) ในปี 2008-2009 ซึ่งจัดทำโดย World Economic Forum ประเทศไทยมีค่า NRI อยู่ลำดับที่ 47 จาก 134 ประเทศในปี 2008-2009 ซึ่งตกลงจากลำดับที่ 40 จาก 127 ประเทศในปี 2007-2008 และลำดับที่ 37 จาก 122 ประเทศในปี 2006-2007 เมื่อเปรียบเทียบประเทศในภูมิภาคเดียวกันแล้วประเทศ สิงคโปร์จะอยู่ในลำดับที่ 4 และประเทศมาเลเซียที่อยู่ในลำดับที่ 28 ในขณะที่ประเทศเวียดนามอยู่ในลำดับที่ 70 ซึ่งดัชนี NRI นี้จะเป็นตัวชี้วัดศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ ว่ามีความพร้อมทั้งทางด้านสภาพแวดล้อม และบุคลากรเท่าใด

ในการจัดทำดัชนี NRI นั้น จะพิจารณาปัจจัยหลักสามปัจจัยคือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ประกอบไปด้วยสภาพแวดล้อมของตลาด สภาพแวดล้อมทางด้านนโยบาย และการกำกับดูแลและสภาพแวดล้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจัยที่สองคือความพร้อมในการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารซึ่งประกอบด้วยความพร้อมของประชาชน ความพร้อมของภาคธุรกิจ และความพร้อมของภาครัฐ ปัจจัยสุดท้ายคือปัจจัยด้านการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารจริงซึ่งประกอบด้วยการใช้งานของประชาชน การใช้งานของภาคธุรกิจ และการใช้งานของภาครัฐ
ict22.JPG
ในปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 49 ซึ่งเมื่อพิจารณารายละเอียดแล้วสภาพแวดล้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานมีลำดับที่60 โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องจำนวนเลขหมายโทรศัพท์ที่อยู่ในลำดับที่ 87 ในส่วนของสภาพแวดล้อมของตลาดประเทศไทยอยู่ในลำดับ36 ซึ่งประกอบด้วยลำดับของการส่งออกอุปกรณ์ High-tech ที่อยู่ในลำดับที่ 13 ส่วนลำดับของระยะเวลาในการเริ่มธุรกิจประเทศไทย อยู่ในลำดับที่ 90
ในปัจจัยด้านพร้อมในการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 46 ซึ่งประเด็นเรื่องความพร้อมของประชาชนอยู่ในลำดับที่ 54 เนื่องจากระดับอัตราค่าโทรศัพท์รายเดือน และราคาของโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศไทยค่อนข้างสูงทำให้อยู่ในลำดับที่ 93 และ79 ตามลำดับ

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งในที่นี้จะเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซียที่อยู่ในลำดับที่ 28 และมีGDP/Capita ประมาณ 471,450 บาทต่อปี และประเทศเวียดนามอยู่ในลำดับที่ 70 และมี GDP/Capita ประมาณ 94,500 บาทต่อปีในส่วนของประเทศไทยที่อยู่ในลำดับที่ 47 และมี GDP/Capita ประมาณ 209,650 บาทต่อปี

แต่หากพิจารณาในรายละเอียดตามแนวทางการจัดลำดับของ NRI Index จะพบประเด็นที่น่าสนใจที่สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคมของแต่ละประเทศได้อย่างดี โดยจะเริ่มที่สภาพแวดล้อมซึ่งภาพรวมประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 49 ในขณะที่ประเทศเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 72 แต่มีสภาพแวดล้อมด้านของนโยบาย และการกำกับดูแลของประเทศเวียดนามในลำดับที่ 53 แสดงให้เห็นถึงประเทศเวียดนามมีสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของภาครัฐที่ค่อนข้างดีมาก อย่างใดก็ตามประเทศเวียดนามอาจจะมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสภาพตลาดและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานอยู่

ประเด็นสุดท้ายคือปัจจัยด้านการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารก็สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของภาครัฐของเวียดนามอีกเช่นกันว่าภาครัฐยังมีการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่อยู่ในเกณฑ์สูงมาก เมื่อเปรียบเทียบทั้งสามประเทศจะเห็นว่าประเทศเวียดนามมีความโดดเด่นของบทบาทภาครัฐในกิจการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาก ในขณะที่ประเทศไทยมีความโดดเด่นในภาคเอกชนที่มีพร้อมและการการใช้งาน เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารอย่างมากในส่วนของประเทศมาเลเซียถือได้ว่ามีการพัฒนาค่อนข้างสูงในด้านภาครัฐ และภาคเอกชนที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

อย่างใดก็ตามประเทศในภูมิภาคนี้มีปัญหาเดียวกันที่ทำให้ดัชนี NRIไม่สูงเท่าที่ควรก็คือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัจเจกบุคคลซึ่งประกอบไปด้วยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่อาจจะยังไม่ทั่วถึง รวมถึงศักยภาพของประชาชนที่อาจจะไม่มีความพร้อมในการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดังนั้นจึงควรจะมุ่งเน้นการพัฒนาการขยายโครงข่าย และการศึกษาของประชาชนให้มีสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

E-readiness
E-readiness คือ เป็นเกณฑ์ชี้ระดับคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรม ICTรวมถึงความสามารถในการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ของผู้บริโภคทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ
ict23.JPG
ที่มา Economist Intelligence Unit e-readiness rankings, 2009

โดยมีเกณฑ์หรือตัวชี้วัด 6 ด้าน และมีการให้เปอร์เซ็นต์น้ำหนักความสำคัญแตกต่างกัน ดังนี้
1. Connectivity and technology infrastructure : Weight in overall score: 20%
ได้แก่ คุณภาพและความสามารถในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายเคลื่อนที่ เช่น โทรศัพท์ หรือ การเข้าถึงเทคโนโลยีการส่งข้อมูลความเร็วสูง ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (broadband) รวมทั้งความกว้างหรือความเร็วของช่องทางในการรับ-ส่งข้อมูล (bandwidth) เพื่อสนับสนุนการรับ-ส่งข้อมูลขนาดใหญ่ และระบบความปลอดภัยบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
ตัวชี้วัดด้านนี้จะแสดงถึงความสามารถในการเข้าถึงบริการและข้อมูลดิจิตอลต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อเครือข่ายมีราคาต่ำ และการมีความปลอดภัยบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ดีมีคณภาพ จะสนับสนุนให้มีความน่าเชื่อถือในการใช้งานระบบบริการดิจิตอลต่างๆ
2. Business environment : Weight in overall score: 15%
ได้แก่ สภาพแวดล้อมด้านการเมือง เศรษฐกิจมหภาค โอกาสทางการตลาด นโยบายสำหรับองค์การเอกชน นโยบายการลงทุนจากต่างประเทศ กฏเกณฑ์ด้านการค้าขายแลกเปลี่ยนของต่างประเทศ ภาษี การเงินการธนาคาร และตลาดแรงงาน
ตัวชี้วัดด้านนี้จะช่วยประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไปได้
3. Social and cultural environment : Weight in overall score: 15%
ได้แก่ ระดับการศึกษา ซึ่งวัดจากระยะเวลาการศึกษาและจำนวนผู้ลงทะเบียนเข้ารับการศึกษา นอกจากนี้ยังรวมถึงความสามารถในการใช้งานอินเตอร์เน็ต ระดับของการเป็นผู้เริ่มต้นธุรกิจใหม่ๆ ทักษะด้านเทคนิคของกลุ่มแรงงาน และระดับการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งวัดจากจำนวนสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และค่าใช้จ่ายเพื่อลงทุนด้านงานวิจัยต่างๆ
4. Legal environment : Weight in overall score: 10%
ได้แก่ มาตรการต่างๆ เกี่ยวกับกฎหมายการค้าและอินเตอร์เน็ต รวมทั้งระดับความเข้มงวดของกฎหมาย อันจะสนับสนุนการใช้งานเทคโนโลยี การสื่อสาร และข้อมูลดิจิตอลต่างๆ การสนับสนุนและให้ความสะดวกในการจะทะเบียนตั้งธุรกิจใหม่ เช่น การแสดงตัวตนโดยใช้บัตรอิเล็กโทรนิกส์ (digital identity cards) เพื่อการเข้าถึงการค้าขายแบบดิจิตอล และการรับบริการแบบดิจิตอลของภาครัฐ นอกจากนี้ตัวชี้วัดด้านนี้ยังรวมถึงการที่รัฐบาลให้การสนับสนุนการใช้งานอินเตอร์เน็ตเชิงพาณิชย์และการมีกฎหมายควบคุมดูแลอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ การโจมตีระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลที่อยู่บนระบบ
5. Government policy and vision : Weight in overall score: 15%
ได้แก่ ระดับการใช้จ่ายของภาครัฐด้าน ICT ต่อประชากรแต่ละคน กลยุทธในการพัฒนาด้านดิจิตอล เช่น กลยุทธ
e-government รวมทั้งภาครัฐมีแนวทางหรือตัวอย่างการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ
ดัชนีด้านนี้เป็นการประเมินกิจกรรมของภาครัฐที่จะช่วยสนับสนุนประเทศให้มีการพัฒนาและใช้งานเทคโนโลยีผ่านบริการสาธารณะต่างๆ แก่ประชาชน
6. Consumer and business adoption : Weight in overall score: 25%
ได้แก่ ระดับการนำเทคโนโลยีในอุตสาหกรรม ICT ไปใช้ ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ระดับการพัฒนาของระบบ
e-business การใช้งานอินเตอร์เน็ตทั้งในชีวิตประจำวันและกิจกรรมการใช้จ่ายผ่านอินเตอร์เน็ตเชิงพาณิชย์

Digital Opportunity Index (DOI)
DOI เกิดจากความคิดริเริ่มของ International Telecommunicatuion Union (ITU) เพื่อนำมาใช้วัดการแพร่กระจายของ ICT และโอกาสในการที่ประเทศจะใช้ประโยชน์จาก ICT เพื่อพัฒนาไปสู่สังคมสารสนเทศ (Information System) ดัชนีนี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมึอในการติดตามความกว้าหน้าของการลดช่องว่างทางเทสโนโลยีสารสนเทศ (Bridging the digital divide) เพื่อใช้ติดตามผล เนื่องจาก DOI เน้นเรื่องการแพร่กระจายโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ ตัวชี้วัดที่นำมาใช้จะมีจำนวน 11 ตัว และสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้

Digital Opportuniti Index (2005-2006)
ict24.JPG
ict25.JPG

IT Industry competitiveness index
เป็นดัชนีที่ศึกษาเปรียบเทียบสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไอทีใน 64 ประเทศ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ถูกทำขึ้นในปี 2550 โดย The Economist Intelligence Unit (EIU) โดยแบ่งสภาพแวดลอ้มที่ส่งผลต่อความสามรถในการแข่งขันออกเป็น 6 กลุ่มหลักๆ แต่ละกลุ่มจะมีน้ำหนักคะแนนที่แตกต่างกันตามความสำคัญ แสดงรายละเอียดดัชนี IT Industry competitiveness index ดังรูป
ict26.JPG
ict27.JPG

Free Trade Area (FTA)
สำหรับตลาดในเอเชียแปซิฟิกนั้น การใช้จ่ายด้าน ICT มีการขยายตัวเป็นไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2544 โครงสร้างการใช้จ่ายโดยส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายในภาคโทรคมนาคม คือประมาณร้อยละ 60 ของการใช้จ่ายทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสองสาเหตุ คือ จากการขยายตัวในตลาดเกิดใหม่อย่างจีนและเวียดนาม ซึ่งยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม และการเตรียมความพร้อมของประเทศในกลุ่มอาเซียนก่อนการเปิดเสรีตามกรอบความตกลง Information Technology Agreement (ITA) ซึ่งรวมเอากิจการโทรคมนาคมไว้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง นอกจากนี้ แนวโน้มเทคโนโลยีแบบ Integration Performance ทำให้อุปกรณ์โทรคมนาคมมีความหลายหลายในการใช้งานมากขึ้น การใช้จ่ายในส่วนนี้จึงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ในหลายประเทศเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว การบริโภคฮาร์ดแวร์ มีอัตราการเจริญเติบโตที่ลดลงในประเทศอุตสาหกรรมใหม่และญี่ปุ่น แนวโน้มสัดส่วนการใช้จ่ายในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องจึงลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่ม ICT ยกเว้นในส่วนของบริการคอมพิวเตอร์ที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ตารางสรุปศักยภาพในการแข่งขัน ปัจจัยด้านอุปสงค์ และความสำคัญของการทำ FTA ของตลาด ICT
ict30.JPG
โดยสรุปเป้าหมายทางยุทธศาสตร์การพัฒนาICTของไทยเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านบริการ ICT ที่มีประสิทธิภาพ ผลักดันให้สินค้า IT เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ แต่จากข้อจำกัดต่างๆที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลก ทำให้ที่ผ่านมาการผลิตส่วนใหญ่จึงเป็นการผลิตเพื่อใช้งานในประเทศเท่านั้น

บทบาทของภาครัฐ
แผนแม่บท ICT
หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่หลักในการรับผิดชอบดูแล ICT ของประเทศไทย คือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ซึ่งได้ออกแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 1 (2549 – 2549) และแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 2 (2552-2556) โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญ 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่
1. การพัฒนากำลังคนด้าน ICT และบุคคลทั่วไปให้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ ผลิต และใช้สารสนเทศอย่างมีวิจารณญาณและรู้เท่าทัน
2. การบริหารจัดการระบบ ICT ระดับชาติอย่างมีธรรมาภิบาล
3. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
4. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อสนับสนุนการสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารและการบริการของภาครัฐ
5. ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ICT เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้เข้าประเทศ
6. การใช้ ICT เพื่อสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
ict28.JPG
จากผลการประเมินแผนแม่บท ICT ฉบับที่ 1 พบว่าการพัฒนา ICT ในภาครัฐยังไม่บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ทั้งในด้านการเชื่อโยงฐานข้อมูล บุคลากร และการบริหารจัดการ เนื่องจากมีอุปสรรคหลายด้าน เช่น กฎหมาย ระเบียบ และนโยบายภาครัฐ เป็นต้น
ในด้านข้อมูลและบริการอิเล็คโทรนิกส์ พบว่ามีการพัฒนาเครือข่ายสื่อสารเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐครอบคลุมหน่วยงานในระดับกรมได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมภายในกระทรวงเดียวกันได้ แต่การเชื่อมโยงระหว่างกรมที่สังกัดต่างกระทรวงยังมีไม่มากนัก ในด้านการให้บริการอิเล็กโทรนิกส์ของภาครัฐพบว่า ส่วนใหญ่เป็นบริการในลักษณะให้ข้อมูล สามารถสืบค้นข้อมูล และมีการด้านสนทนาเพื่อปฏิสัมพันธ์กับประชาชนได้
ในด้านการพัฒนาบุคลากร หน่วยงานราชการส่วนใหญ่ยังคงขาดบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจมาบริหารจัดการข้อมูล ถึงแม้จะมีผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงของหน่วยงานราชการต่างๆ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังขาดความเข้าใจในการนำเครือข่ายสื่อสารเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐมาใช้ในการให้บริการประชาชน นอกจากนี้หน่วยงานภาครัฐยังคงประสบปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เนื่องจากผลตอบแทนต่ำ และขาดมาตรการจูงใจที่เหมาะสม
ในด้านการบริหารจัดการ แม้ว่าจะมีองค์กรของรัฐและองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและส่งเสริมกาiพัฒนา ICT อยู่หลายหน่วยงาน เช่น กระทรวง ICT, กทช ., SIPA, NECTEC, TRIDI แต่บทบาทหน้าที่ขององค์กร เหล่านี้ยังมีความซ้ำซ้อนกันอยู่ ทำให้การทำงานบางเรื่องซ้ำซ้อน ขาดการบูรณาการ ขาดความเป็นเอกภาพ นอกจากนี้การบริหารจัดการโครงการด้าน ICT ในภาพรวมยังด้อยประสิทธิภาพ เนื่องจากยังมีลักษณะต่างคนต่างทำ ขาดกลไกประสานงานที่ชัดเจนในการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ไม่มีการบูรณาการแผนงานด้าน ICT และจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้อง ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ยังขาดหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำกับการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแผนแม่บท ICT รวมถึงขาดระบบติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามแผนอย่างจริงจัง
ict29.JPG
กฎหมายด้าน ICT
กฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว
• พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็คโทรนิกส์ พ.ศ. 2544
• พระราชกฤษฎีกากำหนดธุรกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์ที่ยกเว้นมิให้นำ พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็คโทรนิกส์มาใช้บังคับ พ.ศ. 2549
• พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
• พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็คโทรนิกส์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550
กฎหมาย ICT เพื่อก้าวสู่สังคมสารสนเทศ
• กฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็คโทรนิกส์
• กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการทำธุรกรรมทางอิเล็คโทรนิกส์ภาครัฐ
• กฎหมายว่าด้วยการกำกับดูแลธุรกิจบริการ การให้บริการออกใบรับรองอิเล็คโทรนิกส์
(Certification Authority / CA)
• กฎหมายการประกอบกิจการไปรษณีย์
ประเทศไทยประสบปัญหาเกี่ยวกับการออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนา ICT ซึ่งบางครั้งมีความล่าช้า กฎหมายบางฉบับใช้เวลา 5 ปี ถึง 10 ปี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความซับซ้อน และลำดับขั้นตอนจำนวนมากของหน่วยงานภาครัฐ แม้กระทั่งการพิจารณาของสภาผู้แทนที่ประสบปัญหาการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้งในช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมา ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม ICT เช่น การออกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรให้ความสำคัญต่อการออกกฎหมาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม ICT ของประเทศไทยให้มีความรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น

การวิจัยและการพัฒนา
การวิจัยและพัฒนาเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไดในระยะยาว จากข้อมูลปัจจุบัน พบว่าประเทศไทยมีการวิจัยและพัฒนาค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันประจาปี 2549 ของ 61 ประเทศ โดย IMD พบว่าค่าใช้จ่ายด้าน R&D ต่อ GDP ของประเทศไทยอยู่อันดับ 58 ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้าน R&D ในภาคธุรกิจ ต่อ GDP อยู่อันดับที่ 55 จำนวนนักวิจัยก็อยู่ในระดับต่ำ การรับข้อมูลข่าวสาร และบทความวิชาการด้าน ICT อยู่ในระดับต่ำ ในส่วนของสิทธิบัตร ในปี 2549 ประเทศไทยมีสิทธิบัตรด้าน ICT เพียง 10 รายการเท่านั้น

โดยสรุปสำหรับบริบทด้านบทบาทของภาครัฐ แม้ว่ารัฐบาลไทยจะให้ความสนใจในการผลักดันให้ ICT ของไทยได้รับการพัฒนาขึ้นมาก แต่ที่ผ่านมานโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทยกลับไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนขยายการผลิตสินค้า IT ในประเทศไทยมากขึ้นเท่าใดนัก นอกจากนี้การส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรทางด้าน IT ที่มีทักษะสูงยังไม่สามารถสร้างแรงงานที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างจริงจังจำนวนมากพอ และการจัดสรรงบประมาณสำหรับการวิจัยและพัฒนายังอยู่ในระดับต่ำ การเพิ่มขีดความพร้อมทางด้านการโทรคมนาคมยังไม่เพียงพอที่จะรองรับหรือดึงดูดใจให้เกิดการลงทุนและพัฒนาในประเทศไทยได้มากพอ ในขณะเดียวกันก็ยังประสบปัญหาความล่าช้าในการออกกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าจะมีการปรับปรุงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ICT ในประเทศหลายครั้งก็ตาม

อุตสาหกรรม ICT ของประเทศไทยอยู่ในช่วงกำลังเติบโต และในบางสาขาของอุตสาหกรรม ICT ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น มีผู้ประกอบการน้อยราย เติบโตจากการลองผิดลองถูก ขาดการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีของฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารไร้สายและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสมากในทางธุรกิจ หากสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการยกระดับการผลิตสินค้าและบริการให้มีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นได้

ตัวอย่างเช่น การผลิตสินค้าฮาร์ดแวร์ ซึ่งผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ยังคงเป็นผู้รับจ้างผลิต (Original Equipment Manufacturer: OEM) อาจปรับตัวโดยการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยเน้นการผลิตสินค้าที่มีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น หรือเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น และ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตเพียง 40-50 ราย และมีเพียง 10 รายที่สร้างตัวละครเอง อาจมุ่งสู่การพัฒนาตัวละคร (character) ของตัวเองเพื่อจะได้สามารถผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้ ด้านโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และดิจิทัลคอนเทนต์นั้น ในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในฐานะเป็นบริการ (SaaS) ผู้ประกอบการไทยอาจขยายตลาดได้ทั่วโลก โดยการมุ่งขายทรัพย์สินทางปัญญา (IP) แทนการขายแรงงาน และในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ฝังตัว ผู้ประกอบการไทยควรสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการออกแบบ และเน้นการขายทรัพย์สินทางปัญญา (IP) แทนการขายแรงงาน ส่วนในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ที่เกิดใหม่นั้น ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมการให้บริการเนื้อหาบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ และอุตสาหกรรมเกม ควรมุ่งสู่การขยายตลาดได้ทั่วโลก เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งรายได้จากการขายในประเทศ ส่วนผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมแอนิเมชั่น ควรมุ่งขยายตลาดได้ทั่วโลก โดยเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการด้วยการสร้างตัวละครของตนเอง

สำหรับการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรม ICT ไทย ผู้ประกอบการควรปรับตัวเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ โดยควรมุ่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ เพราะตลาดในประเทศมีขนาดเล็ก สร้างสมดุลระหว่างการรับจ้างผลิตและการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) โดยใช้การรับจ้างผลิตในการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ รักษากระแสเงินสดและการจ้างงาน ในขณะที่ใช้การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ควรรวมตัวกันสร้าง app store สำหรับตลาดในประเทศ เพื่อลดต้นทุนในการต้องจ่ายค่าจัดจำหน่ายใน app store ของต่างประเทศ ซึ่งมักอยู่ในระดับที่สูงถึงร้อยละ 30 สมาคมผู้ประกอบการควรเป็นแกนกลางทำหน้าที่ฝึกอบรมบุคลากร ตามความต้องการของอุตสาหกรรม โดยขอรับการอุดหนุนจากรัฐ บทบาทภาครัฐในด้านการกำหนดกฎกติกา ควรเปิดเสรีโทรคมนาคม และส่งเสริมเทคโนโลยีทางเลือก การส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมพื้นฐานอย่างเป็นธรรม ลดการผูกขาด จะทำให้ค่าบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมีราคาถูกลง ทำให้ตลาดเติบโตมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และดิจิทัลคอนเทนต์ก็จะมีอำนาจต่อรองกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มากขึ้น และได้รับส่วนแบ่งรายได้สูงขึ้น รวมทั้งการทำกิจกรรมด้านการตลาดต่างๆ และปรับกฎเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อธุรกิจขนาดเล็ก เช่น ปรับลดมูลค่าขั้นต่ำของโครงการที่จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ให้ต่ำกว่า 1 ล้านบาท เช่น ลดลงเหลือ 5 แสนบาท เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะในการประกอบการของผู้ประกอบการในประเทศขนาดเล็กที่ใช้เงินทุนไม่มาก เป็นต้น

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ภาครัฐสามารถทำได้ในการส่งเสริมอุตสาหกรรม ICT ในประเทศ คือ การใช้ตลาดจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยกำหนดเงื่อนไขให้โปร่งใสและเป็นธรรม เพราะตลาดซอฟต์แวร์และดิจิทัลคอนเทนต์ในประเทศไทยยังมีขนาดเล็ก และส่วนแบ่งตลาดส่วนมากเป็นของบริษัทจากต่างประเทศ ดังนั้น หากภาครัฐใช้ตลาดจัดซื้อจัดจ้างในการส่งเสริมให้มีการใช้ซอฟต์แวร์และดิจิทัลคอนเทนต์ที่ผลิตในประเทศไทยมากขึ้น จะเป็นการช่วยขยายตลาดให้แก่ผู้ประกอบการไทยได้มาก โดยภาครัฐอาจริเริ่มให้มีการใช้ซอฟต์แวร์ประเภทโอเพน ซอร์ส (Open source software) โดยเริ่มจากซอฟต์แวร์ที่ไม่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงมาก เช่น ซอฟต์แวร์สำนักงาน (Office software) ก็จะสามารถลดต้นทุนของรัฐในการจัดหาซอฟต์แวร์ได้มากและจะช่วยสร้างตลาดให้แก่ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ไทยด้วย รวมทั้งตั้งหน่วยงานส่งเสริมดิจิทัลคอนเทนต์ โดยกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ที่เชื่อมโยงกับการส่งออกและขยายตัวของอุตสาหกรรม เพื่อให้ทำหน้าที่สนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ อย่างมีประสิทธิผล ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม ส่วนตลาดต่างประเทศควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรวมตัวกันในการทำการตลาดต่างประเทศโดยให้เงินสนับสนุนในการเข้าร่วมนิทรรศการระดับนานาชาติภายใต้เงื่อนไขที่ยืดหยุ่นพอ เช่น อนุญาตให้ใช้หรือไม่ใช้ตราสัญลักษณ์ของประเทศไทยก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม เพราะผู้ประกอบการอาจสร้าง แบรนด์ที่ตรงกับความต้องการของตลาดก็ได้

สำหรับสถานการณ์การใช้ ICT ในประเทศ แม้ภาครัฐได้มีการพัฒนาแผนแม่บท ICT เพื่อมุ่งส่งเสริมการพัฒนาและการใช้ ICT ในประเทศมาตั้งแต่ปี 2545 แต่การใช้ ICT ในสถานประกอบการของไทยยังคงมีอยู่อย่างจำกัด ควรมุ่งส่งเสริมในกลุ่มเป้าหมายหลักคือ SMEs และกิจการในภูมิภาค ส่งเสริมการสร้างทักษะด้าน IT ส่งเสริมบรอดแบนด์และเปิดเสรีโทรคมนาคม รวมทั้งการสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการคลายกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านข้อมูล ขณะที่การใช้ ICT ของหน่วยงานภาครัฐ ควรส่งเสริมให้มีการบริการและทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์กับภาคธุรกิจและภาคประชาชนให้มากขึ้น.

Reference

Johnson G. & Scholes K. (2001) Exploring corporate strategy, London: Prentice Hall
World Economic Forum www.weforum.org/en/initiatives/gcp/Global%20Information%20Technology%20Report/index.htm
International Communication Union
www.itu.int/ITU-D/ict/doi/index.html
IMD World Competitiveness yearbook, IMD
www.imd.org/research/publications/wcy/Factors_and_criteria.cfm
ข้อมูลดัชนีและสถิติ, ฝ่ายวิจัยกลยุทธ์และดัชนีอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็คโทรนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
www.nectec.or.th/srii/
ข้อมูลสถิติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, สำนักงานสถิติแห่งชาติ
www.nectec.or.th/srii/
การสำรวจตลาดเทคโนโลยีและการสื่อสาร, ศูนย์บริการข้อมูลอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ
www.nsiim.sipa.or.th/nsiim/g-mkoov09.do;jsessionid=8992B7539A49626DD3049784EB180329
รายงานวิเคราะห์สภาพตลาดคมนาคมไทย, สำนักงานกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
www.ntc.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=5664&Itemid=109
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
www.mict.go.th