Computer Network & Internet
Network
Network คือ การเชื่อมต่อของ computer ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป โดยระบบเครือข่ายไม่จำเป็นต้องเป็น PC หรือlaptop เท่านั้น โดยอาจเป็น PDA หรือ Mobile Phone ก็ได้
ประโยชน์ของ Network คือสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ โดยการ share หรือแลกเปลี่ยนข้อมูล การใช้ printer ร่วมกัน การติดต่อสื่อสารกัน
Network สามารถแบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภท คือ
1) Peer to Peer เป็นระบบเครือข่ายขนาดเล็ก เหมาะสำหรับหน่วยงาน ที่มีคอมพิวเตอร์น้อยกว่า 10 เครื่อง ระบบ Peer to Peer นี้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถเข้าไปใช้ไฟล์ที่เก็บบนเครื่องไหนก็ได้ เช่น Home Network, Bit torrent
2) Client / Server ระบบโครงข่ายที่มีเครื่อง computer อยู่ 2 ชนิด คือ
2.1) แม่ข่าย หรือ Server เป็นตัวกลางทำหน้าที่ในการเก็บ resource เช่น service, ข้อมูล
2.2) ลูกข่าย หรือเครื่อง computer ที่เราใช้ทำงาน
ตัวอย่างเช่น ทุกครั้งที่เราเชื่อมต่อระบบ Internet จะมีการเชื่อมต่อไปยัง ISP ซึ่งก็คือ Server และเครื่องเราก็คือ Client
เปรียบเทียบระหว่าง Peer to Peer กับ Client / Server: Peer to Peer จะติดตั้งได้ง่ายกว่า ดูแลง่ายกว่า ปลอดภัยต่ำกว่า ค่าใข้จ่ายต่ำกว่า ใช้ในองค์กรขนาดเล็ก
ประเภทของ Server
•File Server ใช้ในการ share file
•Web Server ให้บริการ web page
•Database Server ให้บริการฐานข้อมูล
•Mail Server ให้บริการรับส่ง e-mail
•DNS Server ทำหน้าที่เหมือนสมุดโทรศัพท์ แปลง domain name ให้เป็น IP Address
•Print Server ให้บริการ printer
•Authentication Text Server กระบวนการ log in ระบุตัวตนผู้ใช้
•Application Server ให้บริการ application software
Network สามารถแบ่งประเภทตามสื่อ (Transmission Media) ได้เป็น 2 ระบบ คือ
1)Wire Network (มีสาย) ข้อมูลจะถูกแปลงออกมาเป็นหลักๆคือกระแสไฟฟ้าหรือว่าแสง
•Twisted Pair Cable สายคู่บิดเกลียว - DSL พัฒนามาจากสายโทรศัพท์ ข้อมูลจะแปลงออกมาเป็นกระแสไฟฟ้า สัญญาณ internet มาพร้อมกับสัญญาณโทรศัพท์ แล้วมาแยกกันที่ปลายทาง โดยอีกสายเชื่อมเข้าโทรศัพท์ และอีกสายเชื่อมเข้า router ถ้าบ้านเรายิ่งห่างจากชุมสายสัญญาณจะต่ำลง (รับส่งข้อมูล < 1 kb/sec)
,
•Coaxial Cable สายทีวี ข้อมูลจะแปลงออกมาเป็นกระแสไฟฟ้า สัญญาณ internet มาพร้อมกับสัญญาณทีวี การ download เร็ว แต่ upload ช้า และต้อง share สัญญาณกับเพื่อนบ้าน (รับส่งข้อมูล < 1 kb/sec)
,
•Fiber-Optic Cable นิยมมากในปัจจุบัน ในรูปแบบของ internet ความเร็วสูง ในรูปของ Broad Band (speed > 1 mb) (ส่วน Narrow Band (speed < 1 mb)) สัญญาณจะถูกแปลงเป็นแสง สามารถรับส่งข้อมูลได้มากกว่า และถูกบิดเบือนน้อย แต่ราคาสูง การเชื่อมต่อระหว่างองค์กรขนาดใหญ่ (Black Bone)
,
Last Mile ระยะทางระหว่าง ISP กับ end user ใช้วัดคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานของประเทศนั้นๆ ถ้าใน Korea 90% จะเป็น Fiber-Optic Cable แต่ในไทยยังเป็น Twisted Pair Cable
2)Wireless Network (ไร้สาย) ต้นทุนต่ำ ยืดหยุ่นสูง ความปลอดภัยต่ำ ความสามารถในการทำ Roaming ต่ำเพราะข้อมูลลอยอยู่ในอากาศสามารถถูก intercept ได้ง่าย แต่ปัจจุบันมีระบบ security ของ Wi-Fi คือ WPA – wire protect access
เพื่อให้อุปกรณ์ Wireless ที่มีอยู่ในท้องตลาดสามารถทำงานร่วมกันได้ บริษัทที่สร้างอุปกรณ์ Wireless ต้องสร้างตามมาตรฐานที่ถูกกำหนดขึ้นโดย The Institute of Electrical and Electronics Engineers (IEEE) ซึ่งเป็นองค์กรที่สร้างมาตรฐานการติดต่อสื่อสารในระบบ LAN ชื่อที่เป็นทางการของระบบ WLAN คือ IEEE 802.11b ดังนั้นก่อนที่จะลงทุนติดตั้งระบบ WLAN ต้องพิจารณาอุปกรณ์เหล่านั้นว่าสร้างขึ้นตามมาตรฐานของ IEEE
Wireless Media 802.11 Standard
เทคโนโลยีตามมาตรฐาน IEEE 802.11 มีราคาไม่แพงนักและถูกลงเรื่อยๆ อีกทั้งมีสมรรถนะในการรับส่งข้อมูลค่อนข้างสูง ง่ายต่อการติดตั้งและใช้งาน IEEE 802.11 WLAN ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆและมีแนวโน้มว่าในอนาคตอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ต่างๆ จะมีอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN ติดตั้งจากโรงงานหรือ Built-in มาด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม ความง่ายและสะดวกต่อการติดตั้งและใช้งานของอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN ก็นำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยของเครือข่ายด้วยเช่นกัน อีกทั้งเทคโนโลยี IEEE 802.11 WLAN อยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น (ยังไม่ถึงจุดสมบูรณ์และอิ่มตัว) ทำให้ยังมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอีกมาก ดังนั้นผู้ที่เลือกใช้ IEEE 802.11 WLAN ควรมีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและตระหนักถึงช่องโหว่ต่างๆรวมถึงการรักษา ความปลอดภัยอย่างเหมาะสม ซึ่งบทความนี้จะกล่าวถึงความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมาตรฐาน IEEE 802.11 รวมถึงช่องโหว่และการรักษาความปลอดภัยสำหรับเครือข่าย IEEE 802.11 WLAN
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมาตรฐาน IEEE 802.11
มาตรฐาน IEEE 802.11 ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2540 โดย IEEE (The Institute of Electronics and Electrical Engineers) และเป็นเทคโนโลยีสำหรับ WLAN ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุด คือข้อกำหนด (Specfication) สำหรับอุปกรณ์ WLAN ในส่วนของ Physical (PHY) Layer และ Media Access Control (MAC) Layer โดยในส่วนของ PHY Layer มาตรฐาน IEEE 802.11 ได้กำหนดให้อุปกรณ์มีความสามารถในการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 1, 2, 5.5, 11 และ 54 Mbps โดยมีสื่อ 3 ประเภทให้เลือกใช้ได้แก่ คลื่นวิทยุที่ความถี่สาธารณะ 2.4 และ 5 GHz, และ อินฟราเรด (Infarred) (1 และ 2 Mbps เท่านั้น) สำหรับในส่วนของ MAC Layer มาตรฐาน IEEE 802.11 ได้กำหนดให้มีกลไกการทำงานที่เรียกว่า CSMA/CA (Carrier Sense Multiple Access/Collision Avoidance) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับหลักการ CSMA/CD (Collision Detection) ของมาตรฐาน IEEE 802.3 Ethernet ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันทั่วไปในเครือข่าย LAN แบบใช้สายนำสัญญาณ นอกจากนี้ในมาตรฐาน IEEE802.11 ยังกำหนดให้มีทางเลือกสำหรับสร้างความปลอดภัยให้กับเครือข่าย IEEE 802.11 WLAN โดยกลไกการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) และการตรวจสอบผู้ใช้ (Authentication) ที่มีชื่อเรียกว่า WEP (Wired Equivalent Privacy) ด้วย
วิวัฒนาการของมาตรฐาน IEEE 802.11
มาตรฐาน IEEE 802.11 ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งอุปกรณ์ตามมาตรฐานดังกล่าวจะมีความสามารถในการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 1 และ 2 Mbps ด้วยสื่อ อินฟราเรด (Infarred) หรือคลื่นวิทยุที่ความถี่ 2.4 GHz และมีกลไก WEP ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับสร้างความปลอดภัยให้กับเครือข่าย WLAN ได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากมาตรฐาน IEEE 802.11 เวอร์ชันแรกเริ่มมีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำและไม่มีการรองรับหลักการ Quality of Service (QoS) ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้งกลไกรักษาความปลอดภัยที่ใช้ยังมีช่องโหว่อยู่มาก IEEE จึงได้จัดตั้งคณะทำงาน (Task Group) ขึ้นมาหลายชุดด้วยกันเพื่อทำการปรับปรุงเพิ่มเติมมาตรฐานให้มีศักยภาพสูง ขึ้น โดยคณะทำงานกลุ่มที่มีผลงานที่น่าสนใจและเป็นที่รู้จักกันดีได้แก่ IEEE 802.11a, IEEE 802.11b, IEEE 802.11g, และ IEEE 802.11n
• IEEE 802.11b
คณะทำงานชุด IEEE 802.11b ได้ตีพิมพ์มาตรฐานเพิ่มเติมนี้เมื่อปี พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีและใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด มาตรฐาน IEEE 802.11b ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า CCK (Complimentary Code Keying) ผนวกกับ DSSS (Direct Sequence Spread Spectrum) เพื่อปรับปรุงความสามารถของอุปกรณ์ให้รับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 11 Mbps ผ่านคลื่นวิทยุความถี่ 2.4 GHz (เป็นย่านความถี่ที่เรียกว่า ISM (Industrial Scientific and Medical) ซึ่งถูกจัดสรรไว้อย่างสากลสำหรับการใช้งานอย่างสาธารณะด้านวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และการแพทย์ โดยอุปกรณ์ที่ใช้ความถี่ย่านนี้ก็เช่น IEEE 802.11, Bluetooth, โทรศัพท์ไร้สาย, และเตาไมโครเวฟ) ส่วนใหญ่แล้วอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจะเป็นอุปกรณ์ตามมาตรฐาน IEEE 802.11b นี้และใช้เครื่องหมายการค้าที่รู้จักกันดีในนาม Wi-Fi ซึ่งเครื่องหมายการค้าดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นโดยสมาคม WECA (Wireless Ethernet Compatability Alliance) โดยอุปกรณ์ที่ได้รับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าเป็น ไปตามมาตรฐาน IEEE 802.11b และสามารถนำไปใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ยี่ห้ออื่นๆที่ได้รับเครื่องหมาย Wi-Fi ได้
• IEEE 802.11a
คณะทำงานชุด IEEE 802.11a ได้ตีพิมพ์มาตรฐานเพิ่มเติมนี้เมื่อปี พ.ศ. 2542 มาตรฐาน IEEE 802.11a ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า OFDM (Orthogonal Frequency Division Multiplexing) เพื่อปรับปรุงความสามารถของอุปกรณ์ให้รับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 54 Mbps แต่จะใช้คลื่นวิทยุที่ความถี่ 5 GHz ซึ่งเป็นย่านความถี่สาธารณะสำหรับใช้งานในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีสัญญาณ รบกวนจากอุปกรณ์อื่นน้อยกว่าในย่านความถี่ 2.4 GHz อย่างไรก็ตามข้อเสียหนึ่งของมาตรฐาน IEEE 802.11a ที่ใช้คลื่นวิทยุที่ความถี่ 5 GHz ก็คือในบางประเทศย่านความถี่ดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้งานได้อย่างสาธารณะ ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยไม่อนุญาตให้มีการใช้งานอุปกรณ์ IEEE 802.11a เนื่องจากความถี่ย่าน 5 GHz ได้ถูกจัดสรรสำหรับกิจการอื่นอยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งของอุปกรณ์ IEEE 802.11a WLAN ก็คือรัศมีของสัญญาณมีขนาดค่อนข้างสั้น (ประมาณ 30 เมตร ซึ่งสั้นกว่ารัศมีสัญญาณของอุปกรณ์ IEEE 802.11b WLAN ที่มีขนาดประมาณ 100 เมตร สำหรับการใช้งานภายในอาคาร) อีกทั้งอุปกรณ์ IEEE 802.11a WLAN ยังมีราคาสูงกว่า IEEE 802.11b WLAN ด้วย ดังนั้นอุปกรณ์ IEEE 802.11a WLAN จึงได้รับความนิยมน้อยกว่า IEEE 802.11b WLAN มาก
• IEEE 802.11g
คณะทำงานชุด IEEE 802.11g ได้ใช้นำเทคโนโลยี OFDM มาประยุกต์ใช้ในช่องสัญญาณวิทยุความถี่ 2.4 GHz ซึ่งอุปกรณ์ IEEE 802.11g WLAN มีความสามารถในการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดที่ 54 Mbps ส่วนรัศมีสัญญาณของอุปกรณ์ IEEE 802.11g WLAN จะอยู่ระหว่างรัศมีสัญญาณของอุปกรณ์ IEEE 802.11a และ IEEE 802.11b เนื่องจากความถี่ 2.4 GHz เป็นย่านความถี่สาธารณะสากล อีกทั้งอุปกรณ์ IEEE 802.11g WLAN สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ IEEE 802.11b WLAN ได้ (backward-compatible) ดังนั้นจึงมีแนวโน้มสูงว่าอุปกรณ์ IEEE 802.11g WLAN จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายหากมีราคาไม่แพงจนเกินไปและน่าจะมาแทนที่ IEEE 802.11b ในที่สุด ตามแผนการแล้วมาตรฐาน IEEE 802.11g จะได้รับการตีพิมพ์ประมาณช่วงกลางปี พ.ศ. 2546
• IEEE 802.11n
เป็นมาตรฐานใหม่ที่ทางWi-Fi Alliance กำลังอยู่ในช่วงการทดสอบ โดยคาดว่าจะมีความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลอยู่ที่ 74 Mbps และสูงสุดที่ 248 Mbps ซึ่งหมายถึงว่าความเร็วกว่ารุ่นก่อนถึงประมาณ 5 เท่า นอกจากนี้ก็ยังมีรัศมีทำการภาย ในอาคารที่ 70 เมตร และนอกอาคารที่ 160 เมตร เพิ่มความสามารถในการกันสัญญาณกวนจากอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ความถี่ 2.4GHz เหมือนกัน และสามารถรองรับอุปกรณ์มาตรฐาน IEEE 802.11b และ IEEE 802.11g ได้ คาดว่ามาตรฐาน IEEE 802.11n นี้จะเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2552
• IEEE 802.11e
คณะทำงานชุดนี้ได้รับมอบหมายให้ปรับปรุง MAC Layer ของ IEEE 802.11 เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานหลักการ Qualitiy of Service สำหรับ application เกี่ยวกับมัลติมีเดีย (Multimedia) เนื่องจาก IEEE 802.11e เป็นการปรับปรุง MAC Layer ดังนั้นมาตรฐานเพิ่มเติมนี้จึงสามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN ทุกเวอร์ชันได้ แต่อย่างไรก็ตามการทำงานของคณะทำงานชุดนี้ยังไม่แล้วเสร็จในขณะนี้ (พฤษภาคม พ.ศ. 2546)
• IEEE 802.11i
คณะทำงานชุดนี้ได้รับมอบหมายให้ปรับปรุง MAC Layer ของ IEEE 802.11 ในด้านความปลอดภัย เนื่องจากเครือข่าย IEEE 802.11 WLAN มีช่องโหว่อยู่มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) ด้วย key ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คณะทำงานชุด IEEE 802.11i จะนำเอาเทคนิคขั้นสูงมาใช้ในการเข้ารหัสข้อมูลด้วย key ที่มีการเปลี่ยนค่าอยู่เสมอและการตรวจสอบผู้ใช้ที่มีความปลอดภัยสูง มาตรฐานเพิ่มเติมนี้จึงสามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN ทุกเวอร์ชันได้ แต่อย่างไรก็ตามการทำงานของคณะทำงานชุดนี้ยังไม่แล้วเสร็จในขณะนี้ (พฤษภาคม พ.ศ. 2546)
ลักษณะการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN
มาตรฐาน IEEE 802.11 ได้กำหนดลักษณะการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ภายในเครือข่าย WLAN ไว้ 2 ลักษณะคือโหมด Infrastructure และโหมด Ad-Hoc หรือ Peer-to-Peer
1.โหมด Infrastructure
โดยทั่วไปแล้วอุปกรณ์ในเครือข่าย IEEE 802.11 WLAN จะเชื่อมต่อกันในลักษณะของโหมด Infrastructure ซึ่งเป็นโหมดที่อนุญาตให้อุปกรณ์ภายใน WLAN สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่นได้ ในโหมด Infrastructure นี้เครือข่าย IEEE 802.11 WLAN จะประกอบไปด้วยอุปกรณ์ 2 ประเภทได้แก่ สถานีผู้ใช้ (Client Station) ซึ่งก็คืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (Desktop, Laptop, หรือ PDA ต่างๆ) ที่มีอุปกรณ์ Client Adapter เพื่อใช้รับส่งข้อมูลผ่าน IEEE 802.11 WLAN และสถานีแม่ข่าย (Access Point) ซึ่งทำหน้าที่ต่อเชื่อมสถานีผู้ใช้เข้ากับเครือข่ายอื่น (ซึ่งโดยปกติจะเป็นเครือข่าย IEEE 802.3 Ethernet LAN) การทำงานในโหมด Infrastructure มีพื้นฐานมาจากระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ กล่าวคือสถานีผู้ใช้จะสามารถรับส่งข้อมูลโดยตรงกับสถานีแม่ข่ายที่ให้บริการ แก่สถานีผู้ใช้นั้นอยู่เท่านั้น ส่วนสถานีแม่ข่ายจะทำหน้าที่ส่งต่อ (forward) ข้อมูลที่ได้รับจากสถานีผู้ใช้ไปยังจุดหมายปลายทางหรือส่งต่อข้อมูลที่ได้ รับจากเครือข่ายอื่นมายังสถานีผู้ใช้
Basic Service Set (BSS)
Basic Service Set (BSS) หมายถึงบริเวณของเครือข่าย IEEE 802.11 WLAN ที่มีสถานีแม่ข่าย 1 สถานี ซึ่งสถานีผู้ใช้ภายในขอบเขตของ BSS นี้ทุกสถานีจะต้องสื่อสารข้อมูลผ่านสถานีแม่ข่ายดังกล่าวเท่านั้น
Extended Service Set (ESS)
Extended Service Set (ESS) หมายถึงบริเวณของเครือข่าย IEEE 802.11 WLAN ที่ประกอบด้วย BSS มากกว่า 1 BSS ซึ่งได้รับการเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน สถานีผู้ใช้สามารถเคลื่อนย้ายจาก BSS หนึ่งไปอยู่ในอีก BSS หนึ่งได้โดย BSS เหล่านี้จะทำการ Roaming หรือติดต่อสื่อสารกันเพื่อทำการโอนย้ายการให้บริการสำหรับสถานีผู้ใช้ดัง กล่าว
2.โหมด Ad-Hoc หรือ Peer-to-Peer
เครือข่าย IEEE 802.11 WLAN ในโหมด Ad-Hoc หรือ Peer-to-Peer เป็นเครือข่ายที่ปิดคือไม่มีสถานีแม่ข่ายและไม่มีการเชื่อมต่อกับเครือข่าย อื่น บริเวณของเครือข่าย IEEE 802.11 WLAN ในโหมด Ad-Hoc จะถูกเรียกว่า Independent Basic Service Set (IBSS) ซึ่งสถานีผู้ใช้หนึ่งสามารถติดต่อสื่อสารข้อมูลกับสถานีผู้ใช้อื่นๆในเขต IBSS เดียวกันได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านสถานีแม่ข่าย แต่สถานีผู้ใช้จะไม่สามารถรับส่งข้อมูลกับเครือข่ายอื่นๆได้
รูปที่ 2 แสดงการทำงานในโหมด Adhoc หรือ Peer-to-Peer Mode (อ้างอิงจาก http://www.winncom.com/html/wireless.shtml)
การเข้าใช้ช่องสัญญาณด้วยกลไก CSMA/CA
บทบาทหนึ่งของ MAC Layer ในมาตรฐาน IEEE 802.11 คือการจัดสรรการเข้าใช้ช่องสัญญาณซึ่งแต่ละสถานีใน BSS หรือ IBSS จะต้องแบ่งกันใช้ช่องสัญญาณที่ถูกกำหนดมาสำหรับใช้งานร่วมกันอย่างเป็นธรรม มาตรฐาน IEEE 802.11 ได้กำหนดให้ใช้กลไก CSMA/CA (Carrier Sense Multiple Access/Collision Avoidance) เพื่อจัดสรรการใช้ช่องสัญญาณร่วมกันดังกล่าว
•CSMA with Random Back-Off
กลไก CSMA (Carrier Sense Multiple Access) with Random Back-Off เป็นเทคนิคอย่างง่ายสำหรับจัดสรรการเข้าใช้ช่องสัญญาณของผู้ใช้แต่ละคน (ซึ่งต้องแบ่งกันใช้ช่องสัญญาณร่วมนี้) อย่างยุติธรรม กลไกนี้เป็นที่ยอมรับและนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น ในมาตรฐาน IEEE 802.3 Ethernet LAN หลักการทำงานของกลไก CSMA คือ เมื่อสถานีหนึ่งต้องการเข้าใช้ช่องสัญญาณ สถานีดังกล่าวจะต้องตรวจสอบช่องสัญญาณก่อนว่ามีสถานีอื่นทำการรับส่งสัญญาณ ข้อมูลอยู่หรือไม่และรอจนกว่าช่องสัญญาณจะว่าง เมื่อช่องสัญญาณว่างแล้วสถานีที่ต้องการเข้าใช้ช่องสัญญาณจะต้องรอต่อไปอีก ระยะหนึ่ง (Random Back-Off) ซึ่งแต่ละสถานีได้กำหนดระยะเวลาในการรอดังกล่าวไว้แล้วด้วยการสุ่มค่าหลัง จากเสร็จการใช้ช่องสัญญาณครั้งก่อน สถานีที่สุ่มได้ค่าระยะเวลาในการรอน้อยกว่าก็จะมีสิทธิในการเข้าใช้ช่อง สัญญาณก่อน แต่อย่างไรก็ตามในบางกรณีกลไกดังกล่าวอาจจะกำหนดให้สถานีมากกว่าหนึ่งสถานี ส่งข้อมูลในเวลาพร้อมๆ กันซึ่งจะทำให้เกิดการชนกันของสัญญาณได้ ซึ่งหากเกิดการชนกันของสัญญาณขึ้นจะต้องมีการส่งสัญญาณข้อมูลเดิมซ้ำอีก ครั้งด้วยกลไกที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
•CSMA/CD
กลไก CSMA/CD (Collision Detection) เป็นเทคนิคที่รู้จักกันดีซึ่งถูกนำมาใช้ในมาตรฐาน IEEE 802.3 Ethernet LAN ซึ่งการทำงานกลไก CSMA/CD โดยหลักแล้วเป็นเช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ในส่วนของ CSMA with Random Back-Off แต่จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจสอบว่าเกิดการชนกันของสัญญาณ หรือไม่ ในกรณีนี้สถานีที่กำลังทำการส่งสัญญาณข้อมูลอยู่จะต้องคอยตรวจสอบด้วยว่ามี การชนกันของสัญญาณเกิดขึ้นหรือไม่ (ในขณะเดียวกันกับที่ทำการส่งสัญญาณข้อมูล) โดยการตรวจวัดระดับ voltage ของสัญญาณในสายสัญญาณว่ามีค่าสูงกว่าปกติหรือไม่ ซึ่งหากระดับ voltage ของสัญญาณในสายสัญญาณในสายสัญญาณมีค่าสูงกว่าค่าที่กำหนดแสดงว่าเกิดการชน กันของสัญญาณขึ้น ในกรณีดังกล่าวสถานีที่กำลังส่งสัญญาณข้อมูลอยู่จะต้องยกเลิกการส่งสัญญาณ ทันทีและปฏิบัติตามกลไกที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเพื่อทำการส่งข้อมูลเดิมซ้ำอีก ต่อไป
•CSMA/CA with Acknowledgement
เป็นที่ควรสังเกตว่าเทคนิค CSMA/CD ไม่สามารถนำมาใช้กับ WLAN ซึ่งใช้การสื่อสารแบบไร้สายได้ สาเหตุหลักๆ ก็คือการตรวจสอบการชนกันของสัญญาณในระหว่างที่ทำการส่งสัญญาณจะต้องใช้ อุปกรณ์รับส่งคลื่นวิทยุที่เป็น Full Duplex (สามารถรับและส่งสัญญาณในเวลาเดียวกันได้) ซึ่งจะมีราคาแพงกว่าอุปกรณ์รับส่งคลื่นวิทยุที่ไม่สามารถรับและส่งสัญญาณใน เวลาเดียวกัน นอกจากนี้แต่ละสถานีใน BSS หรือ IBSS อาจไม่ได้ยินสัญญาณจากสถานีอื่นทุกสถานีหรือปัญหาที่เรียกว่า Hidden Node Problem (ดังในรูปที่ 3: สถานี A ได้ยินสัญญาณจากสถานีแม่ข่าย (Access Point) แต่ไม่ได้ยินสัญญาณจากสถานี C และในทางกลับกันสถานี C ไม่ได้ยินสัญญาณจากสถานี A แต่ได้ยินสัญญาณจากสถานีแม่ข่าย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนี้เป็นสถานการณ์เกิดขึ้นใน WLAN โดยทั่วไป) ดังนั้นการตรวจสอบการชนกันของสัญญาณโดยตรงเป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย มาตรฐาน IEEE 802.11 จึงได้กำหนดให้ใช้เทคนิค CSMA/CA with Acknowledgement สำหรับการจัดสรรการเข้าใช้ช่องสัญญาณของแต่ละสถานีเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ซึ่งการทำงานของกลไก CSMA/CA โดยหลักแล้วเป็นเช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ในส่วนของ CSMA with Random Back-Off แต่จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการชนกันของ สัญญาณและเทคนิคสำหรับการตรวจสอบว่าเกิดการชนของสัญญาณหรือไม่แบบเป็นนัย โดยสถานีผู้ส่งสัญญาณข้อมูลจะต้องรอรับ Acknowledgement จากสถานีที่ส่งข้อมูลไปให้ หากไม่ได้รับ Acknowledgement กลับมาภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าเกิดการชนของสัญญาณขึ้นและต้องทำการส่ง ข้อมูลเดิมซ้ำอีกต่อไป
รูปที่ 3 แสดงHidden Node Problem และ กลไก RTS/CTS Handshake (อ้างอิงจาก http://alpha.fdu.edu/~kanaksri/IEE80211b.html)
สำหรับการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการชนกันของสัญญาณนั้น มาตรฐาน IEEE 802.11 ได้ใช้กลไกที่เรียกว่า Virtual Carrier Sense เพื่อแก้ไขปัญหาที่แต่ละสถานีใน BSS หรือ IBSS อาจไม่ได้ยินสัญญาณจากสถานีอื่นบางสถานี (Hidden Node Problem) กลไกดังกล่าวมีการทำงานดังนี้ เมื่อสถานีที่ต้องการจะส่งแพ็กเก็ตข้อมูลได้รับสิทธิในการเข้าใช้ช่องสัญญาณ แล้วจะทำการส่งแพ็กเก็ตสั้นๆ ที่เรียกว่า RTS (Request To Send) เพื่อเป็นการจองช่องสัญญาณ ก่อนที่จะส่งแพ็กเก็ตข้อมูลจริง ซึ่งแพ็กเก็ต RTS ประกอบไปด้วยระยะเวลาที่คาดว่าใช้ช่องสัญญาณจนแล้วเสร็จ (Duration ID) รวมถึง Address ของสถานีผู้ส่งและผู้รับ เมื่อสถานีผู้รับได้ยินสัญญาณ RTS ก็จะตอบรับกลับมาด้วยการส่งสัญญาณ CTS (Clear To Send) ซึ่งจะบ่งบอกข้อมูลระยะเวลาที่คาดว่าสถานีที่กำลังจะทำการส่งข้อมูลนั้นจะ ใช้ช่องสัญญาณจนแล้วเสร็จ หลักการก็คือทุกๆสถานีใน BSS หรือ IBSS ควรจะได้ยินสัญญาณ RTS หรือไม่ก็ CTS อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง เมื่อได้รับ RTS หรือ CTS ทุกๆสถานีจะทราบถึงว่าช่วงเวลาที่ระบุไว้ใน Duration ID ซึ่งช่องสัญญาณจะถูกใช้และทุกสถานีที่ยังไม่ได้รับสิทธิในการเข้าใช้ช่อง สัญญาณจะตั้งค่า NAV (Network Allocation Vector) ให้เท่ากับ Duration ID ซึ่งแสดงถึงช่วงเวลาที่ยังไม่สามารถเข้าใช้ช่องสัญญาณได้ ทุกๆสถานีจะใช้กลไก Virtual Carrier Sense ดังกล่าวผนวกกับการฟังสัญญาณในช่องสัญญาณจริงๆ ในการตรวจสอบว่าช่องสัญญาณว่างอยู่หรือไม่
Network Navigation Devices
1)Hub ใช้ในการรับข้อมูลและกระจายไปให้ computer ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย นั่นคือใช้ในการเชื่อมต่อ computer ทุกเครื่องในระบบเครือข่ายเดียวกันเข้าด้วยกัน
2)Switches ใช้ในการรับข้อมูลและส่งไปให้ computer เครื่องเป้าหมายเท่านั้น ไม่ได้ส่งไปทุกเครื่องเหมือน Hub
MAC-media access control เป็นหมายเลขของ network card ซึ่งจะไม่ซ้ำกัน MAC Address เป็นที่อยู่ในการติดต่อในระบบเครือข่ายเดียวกัน
3)Routers ใช้ในการติดต่อระหว่างระบบเครือข่าย IP Address เป็นที่อยู่ในการติดต่อระหว่างระบบเครือข่าย
Network Adapter
Network Interface Card หรือ Adapter Card เป็นแผงวงจรทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณที่ส่งออกและรับเข้า ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับตัวกลางในการสื่อสาร (Media) ให้อยู่ในรูปแบบสัญญาณที่จะส่งไปบนสายสัญญาณ เพื่อส่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้รับได้ส่วนใหญ่จะออกแบบมาเป็นการ์ด (Card) หรือวงจรไฟฟ้าที่ส่งลงในช่องสล็อต (Slot) ของไมโครคอมพิวเตอร์ เรียกว่า Network Interface Card (NIC) หรือที่เครื่องกระเป๋าหิ้วหรือ Notebook รุ่นใหม่ๆ มักจะมีช่องเสียบเรียกว่า Socket สำหรับการ์ดแบบใหม่ที่เรียกว่า PCMCIA อีกด้วย
NIC ย่อมาจาก Network Interface Card หรือ “แผงวงจรสำหรับเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่าย” นั่นเอง ดังนั้น พื้นฐานการทำงานของแผงวงจร หรือ NIC Cards ก็คือ การเชื่อมต่อในระดับฮาร์ดแวร์ระหว่างคอมพิวเตอร์ของคุณกับสายเคเบิลของเครือ ข่ายคอมพิวเตอร์
NIC Cards มักจะมาพร้อมกับคำว่า การเชื่อมต่อแบบอีเธอร์เน็ต (Ethernet connection) ที่มีขนาดต่างๆ กันได้แก่ 10, 100 และ 1,000 Base-T (คำว่า Base-T เป็นหนึ่งในหลายรูปแบบของการเชื่อมต่อ โดยสำหรับ Base-T จะใช้สายคู่ตีเกลียว ทำให้สายมีความอ่อนตัวยืดหยุ่นใช้งานง่าย) ตัวอย่างเช่น 100 Base-T Ethernet NIC Cards จะหมายถึง แผงวงจรเชื่อมต่อเครือข่ายแบบอีเธอร์เน็ตที่สามารถถ่ายโอนข้อมูลได้ที่ความ เร็ว 100 Mbps (เมกะบิตต่อวินาที) เป็นต้น
สำหรับแผงวงจร NIC จะมีให้เลือกทั้งชนิดที่มีบัสเป็นแบบ ISA (Industry Standard Architecture) และ PCI (Peripheral Component Interconnect) และจะมีผู้ผลิตเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้น กล่าวโดยสรุปก็คือ ถ้าคุณต้องการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ใดๆ คุณต้องมีแผงวงจรนิค (NIC Card) จึงจะทำได้นั่นเอง
Network สามารถแบ่งประเภทตามขนาดได้เป็น 5 ประเภท คือ
1)LAN (Local Area Network) เป็น Network ขนาดเล็ก ใช้พื้นที่ 100-200 m เหมาะสำหรับธุรกิจเล็ก
2)MAN (Metropolitan Area Network) ระดับเมือง
,
3)WiMax เป็นมาตรฐานใช้ใน 4G, พื้นที่ครอบคลุม 50 km, speed 75 mb/sec เหมาะกับพื้นที่กันดารที่โครงสร้างพื้นฐานในรูปแบบสายเข้าไม่ถึง สามารถใช้ combine กับ wifi ได้ ไม่สามารถใช้ขณะเคลื่อนไหวได้เช่นเดียวกับ wifi แต่ 3G ใช้ในขณะเคลื่อนไหวได้ ถูกกว่า lease line แต่แพงกว่า DSL
4)WAN (Wide Area Network) เป็น Network ขนาดใหญ่ครอบคลุมทั้งประเทศหรือระหว่างประเทศหรือองค์กรขนาดใหญ่ ใช้สัญญาณดาวเทียม ใช้สาย cable ใต้ทะเล
5)PAN (Private Area Network) เครือข่ายส่วนบุคคล เป็นการเชื่อมต่ออุปกรณ์ไร้สายระยะ 3-5 ฟุต เช่น Infrared, Bluetooth, RFID, Barcode
RFID (Radio frequency identification)
RFID เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายธุรกิจ ทั้งเกษตรกรรม, logistic, mobile (touch sim) ซึ่ง RFID ประกอบด้วย Tag ใช้ในการเก็บข้อมูล และ Reader ใช้ในการรับข้อมูล
สิ่งที่ดีว่า Bar code คือ สามารถอ่านหลายๆ tag ในเวลาเดียวกันได้ และไม่จำเป็นต้องอยู่ในระนาบเดียวกัน และทิศทางราคาจะถูกลง
ประเภทของ RFID
1 Active RFID: Tag และ Reader สามารถอยู่ในระยะที่ไกล 100-200 m ได้ Tag มี batter และกระแสไฟฟ้า ทำให้เก็บข้อมูลได้มาก ปรับเปลี่ยนข้อมูลได้ ธุรกิจที่ใช้คือ ทางด่วน
2 Passive RFID: Tag และ Reader ต้องอยู่ในระยะที่ใกล้กัน Tag เก็บข้อมูลได้น้อย ส่วนใหญู่ธุรกิจ retail ใช้
Internet
คือ การเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ตามโครงการของอาร์ป้าเน็ต (ARPAnet = Advanced Research Projects Agency Network) เป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ (U.S.Department of Defense - DoD) ถูกก่อตั้งเมื่อประมาณ ปีค.ศ.1960(พ.ศ.2503) และได้ถูกพัฒนาเรื่อยมา
ค.ศ.1969(พ.ศ.2512) อาร์ป้าเน็ตได้รับทุนสนันสนุนจากหลายฝ่าย และเปลี่ยนชื่อเป็นดาป้าเน็ต (DARPANET = Defense Advanced Research Projects Agency Network) พร้อมเปลี่ยนแปลงนโยบาย และได้ทดลองการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์คนละชนิดจาก 4 เครือข่ายเข้าหากันเป็นครั้งแรก คือ 1)มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลองแองเจอลิส 2)สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด 3)มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาบาร่า และ4)มหาวิทยาลัยยูทาห์ เครือข่ายทดลองประสบความสำเร็จอย่างมาก ดังนั้นในปีค.ศ.1975(พ.ศ.2518) จึงได้เปลี่ยนจากเครือข่ายทดลอง เป็นเครือข่ายที่ใช้งานจริง ซึ่งดาป้าเน็ตได้โอนหน้าที่รับผิดชอบให้แก่หน่วยการสื่อสารของกองทัพสหรัฐ (Defense Communications Agency - ปัจจุบันคือ Defense Informations Systems Agency) แต่ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตมีคณะทำงานที่รับผิดชอบบริหารเครือข่ายโดยรวม เช่น ISOC (Internet Society) ดูแลวัตถุประสงค์หลัก, IAB (Internet Architecture Board) พิจารณาอนุมัติมาตรฐานใหม่ในอินเทอร์เน็ต, IETF (Internet Engineering Task Force) พัฒนามาตรฐานที่ใช้กับอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการทำงานโดยอาสาสมัครทั้งสิ้น
ค.ศ.1983(พ.ศ.2526) ดาป้าเน็ตตัดสินใจนำ TCP/IP (Transmission Control Protocal/Internet Protocal) มาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ จึงเป็นมาตรฐานของวิธีการติดต่อ ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาจนถึงปัจจุบัน เพราะ TCP/IP เป็นข้อกำหนดที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในโลกสื่อสารด้วยความเข้าใจบน มาตรฐานเดียวกัน
ค.ศ.1980(พ.ศ.2523) ดาป้าเน็ตได้มอบหน้าที่รับผิดชอบการดูแลระบบอินเทอร์เน็ตให้มูลนิธิวิทยา ศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation - NSF) ร่วมกับอีกหลายหน่วยงาน
ค.ศ.1986(พ.ศ.2529) เริ่มใช้การกำหนดโดเมนเนม (Domain Name) เป็นการสร้างฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distribution Database) อยู่ในแต่ละเครือข่าย และให้ ISP(Internet Service Provider) ช่วยจัดทำฐานข้อมูลของตนเอง จึงไม่จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์เหมือนแต่ก่อน เช่น การเรียกเว็บไซต์ www.yonok.ac.th จะไปที่ตรวจสอบว่ามีชื่อนี้ในเครื่องบริการโดเมนเนมหรือไม่ ถ้ามีก็จะตอบกับมาเป็นหมายเลขไอพี ถ้าไม่มีก็จะค้นหาจากเครื่องบริการโดเมนเนมที่ทำหน้าที่แปลชื่ออื่น สำหรับชื่อที่ลงท้ายด้วย .th มีเครื่องบริการที่ thnic.co.th ซึ่งมีฐานข้อมูลของโดเมนเนมที่ลงท้ายด้วย th ทั้งหมด
ค.ศ.1991(พ.ศ.2534) ทิม เบอร์เนอร์ส ลี (Tim Berners-Lee) แห่งศูนย์วิจัย CERN ได้คิดค้นระบบไฮเปอร์เท็กซ์ขึ้น สามารถเปิดด้วย เว็บเบราวเซอร์ (Web Browser) ตัวแรกมีชื่อว่า WWW (World Wide Web) แต่เว็บไซต์ได้รับความนิยมอย่างจริงจัง เมื่อศูนย์วิจัย NCSA ของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์เออร์แบน่าแชมเปญจ์ สหรัฐอเมริกา ได้คิดโปรแกรม MOSAIC (โมเสค) โดย Marc Andreessen ซึ่งเป็นเว็บเบราว์เซอร์ระบบกราฟฟิก หลังจากนั้นทีมงานที่ทำโมเสคก็ได้ออกไปเปิดบริษัทเน็ตสเคป (Browser Timelines: Lynx 1993, Mosaic 1993, Netscape 1994, Opera 1994, IE 1995, Mac IE 1996, Mozilla 1999, Chimera 2002, Phoenix 2002, Camino 2003, Firebird 2003, Safari 2003, MyIE2 2003, Maxthon 2003, Firefox 2004, Seamonkey 2005, Netsurf 2007, Chrome 2008)
ในความเป็นจริงไม่มีใครเป็นเจ้าของอินเทอร์เน็ต และไม่มีใครมีสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียว ในการกำหนดมาตรฐานใหม่ ผู้ติดสิน ผู้เสนอ ผู้ทดสอบ ผู้กำหนดมาตรฐานก็คือผู้ใช้ที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ก่อนประกาศเป็นมาตรฐานต้องมีการทดลองใช้มาตรฐานเหล่านั้นก่อน ส่วนมาตรฐานเดิมที่เป็นพื้นฐานของระบบ เช่น TCP/IP หรือ Domain Name ก็จะยึดตามนั้นต่อไป เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นระบบกระจายฐานข้อมูล การจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลพื้นฐานอาจต้องใช้เวลา
องค์ประกอบของ Internet มีดังนี้
1) Packet Switching Network
Circuit Switching Network เป็นระบบเครือข่ายรูปแบบที่ใช้กับโทรศัพท์บ้าน ข้อมูลจะเป็น Analog ก็ได้หรือdigital ก็ได้ ซึ่งเมื่อมีการเรียกการติดต่อระหว่างต้นทางกับปลายทาง อุปกรณ์ switching ในระบบโทรศัพท์จะหาช่องสัญญาณทางกายภาพ (Physical channel) หรือเส้นทางผ่านจริงของสัญญาณ (Physical path) เพื่อเชื่อมการส่งข้อมูลระหว่างต้นทางกับปลายทาง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าก่อนการจะส่งข้อมูลได้จะต้องมีการสร้างการติดต่อระหว่างต้นทางกับปลายทางเสียก่อน ซึ่งจะทำให้เสียเวลา แต่เมื่อติดต่อได้แล้วก็จะมีการส่งข้อมูลไปตามทางที่ได้กำหนดไว้ได้โดยไม่ติดขัด ซึ่งเหมาะกับการส่งข้อมูลเป็นจำนวนมาก
Packet Switching Network ในการติดต่อสื่อสารข้อมูลจะถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของ digital คือ 0 กับ 1 เท่านั้น ข้อมูลที่ถูกส่งจะถูกแบ่งเป็น Segment เล็กๆ เรียกว่า packet ซึ่ง packet ของข้อมูลนี้จะถูกส่งจากต้นทางไปสู่ปลายทาง โดยผ่านทาง packet switching network ซึ่งเราอาจจะรู้จักในชื่อของ public data network ( PDN ) ซึ่งแสดงใน ซึ่งดูเหมือนกับว่า packet เดินทางจากต้นทางสู่ปลายทาง โดยที่ข้อมูลที่ถูกส่งเข้าไปใน PDN นั้นเส้นทางของข้อมูลที่ใช้ส่งอาจจะเหมือนกันหรือแตกต่างกันก็ได้ โดยที่ก่อนการส่ง packet ข้อมูลจะถูกทำการใส่ข้อมูลส่วนการควบคุมและข้อมูล ของที่อยู่เพิ่มเข้าไป เราเรียกว่าการทำ assembled (control and address information added to data) และก็ต้องมีการถอดเอาส่วนนี้ออกก่อนที่จะส่งให้ปลายทางหรือที่เราเรียกว่า disassembled ข้อมูลจะถูกทำ assembled และ disassembled ด้วยอุปกรณ์ที่เราเรียกว่า PAD (packet assembler/disassembler) PADนี้อาจจะเป็นอุปกรณ์เดี่ยวๆ หรืออาจจะรวมอยู่ใน Modems หรือ Multiplexers ก็ได้
Router เปรียบเสมือนตำรวจจราจรบน internet ควบคุมการเดินทางของ package
2)TCP/IP เป็น Protocol ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารหรือมาตรฐานบน internet
TCP ทำหน้าที่สร้างการเชื่อมต่อระหว่างผู้รับผู้ส่ง แบ่งและรวม package
IP ทำหน้าที่นำส่ง package โดยใช้ IP Address โดยบน internet นั้น IP Address ต้องไม่ซ้ำกันเลย
IP Address แบ่งเป็น
•Static IP Address คือ IP Address จะไม่ถูกเปลี่ยนแปลง (การ Fix IP Address นั่นเอง)
•Dynamic IP Address คือ IP Address จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งตรงหากทำการ Set Router ให้ทำการ DHCP (Dynamic Host Configuration Protocol) คือ จ่าย IP ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์อัตโนมัติโดยไม่ต้องไปกำหนด IP Address
การสื่อสารและรับส่งข้อมูลในระบบ Internet สิ่งสำคัญคือที่อยู่ของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ดังนั้นเพื่อให้เกิดความถูกต้องแม่นยำ จึ่ง ได้มีการกำหนดหมายเลขประจำเครื่องที่เราเรียกว่า IP Address และเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและซ้ำกัน จึงได้มีการก่อตั้งองค์กรเพื่อ แจกจ่าย IP Address โดยเฉพาะ ชื่อองค์กรว่า InterNIC (International Network Information Center) อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา การแจกจ่ายนั้นทาง InterNIC จะแจกจ่ายเฉพาะ Network Address ให้แต่ละเครือข่าย ส่วนลูกข่ายของเครือง ทางเครือข่ายนั้นก็จะเป็น ผู้แจกจ่ายอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นพอสรุปได้ว่า IP Address จะประกอบด้วยตัวเลข 2 ส่วน คือ
1.Network Address
2.Computer Address
การแบ่งขนาดของเครือข่าย
เราสามารถแบ่งขนาดของการแจกจ่าย Network Address ได้ 3 ขนาดคือ
1.Class A nnn.ccc.ccc.ccc (nnn ชุดแรก ตัวเลขอยู่ระหว่าง 1-126)
เครือข่าย Class A สามารถแจกจ่าย IP Address ได้มากที่สุดถึง 16 ล้านหมายเลข
2.Class B nnn.nnn.ccc.ccc (nnn ชุดแรก ตัวเลขอยู่ระหว่าง 128-191)
เครือข่าย Class A สามารถแจกจ่าย IP Address ได้มากเป็นอันดับสอง คือ 65,000 หมายเลข
3.Class c nnn.nnn.nnn.ccc (nnn ชุดแรก ตัวเลขอยู่ระหว่าง 192-233)
เครือข่าย Class A สามารถแจกจ่าย IP Address ได้น้อยที่สุด คือ 256 หมายเลข
- nnn หมายถึง Network Address ccc หมายถึง Computer Address
หมายเลขต้องห้าม สำหรับ IP Address
เนื่องจากเครือข่ายก็อาจจำเป็นต้องใช้ IP Address ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการจำกัดบางหมายเลขเพื่อใช้เป็นการภายใน ได้แก่
•Class A ตั้งแต่ 10.xxx.xxx.xxx
•Class B ตั้งแต่ 172.16.xxx.xxx ถึง 172.31.xxx.xxx
•Class C ตั้งแต่ 192.168.0.xxx ถึง 192.168.255.xxx
3) Client / Server
Voice over IP (VoIP)
เป็นเทคโนโลยีใหม่สำหรับการโทรศัพท์ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีข้อดีอันดับแรก ๆ ที่เห็นได้ชัดก็คือ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการโทรได้ ไม่ว่าจะเป็นการโทรภายในประเทศ หรือการโทรระหว่างประเทศก็ตาม เพราะการโทรศัพท์ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานผ่าน ทางชุมสายโทรศัพท์ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายของส่วนที่ให้บริการด้วย แต่การโทรศัพท์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตนั้นจะเป็นการทำงานโดยอาศัยหลักการเดียว กับการส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต
VoIP คืออะไร
VoIP (Voice over IP) นั้นเป็นการประยุกต์การส่งข้อมูลของอินเทอร์เน็ตมาใช้งาน ซึ่งโดยปกติการใช้งานอินเทอร์เน็ตจะเป็นการใช้สัญญาณข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับการใช้งาน VoIP นั้นจะเป็นการนำเอาสัญญาณเสียงมารวมเข้ากับสัญญาณข้อมูลเพื่อส่งผ่านไปยัง ระบบเครือข่ายผ่านทางโพรโตคอลที่ใช้สำหรับอินเทอร์เน็ตก็คือ Internet Protocol หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า IP ซึ่งตามปกตินั้น IP จะใช้สัญญาณข้อมูลเท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยี VoIP ที่ทำให้ส่งสัญญาณเสียงได้ ด้วยรูปแบบการส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตจึงทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการ โทรศัพท์ได้เป็นอย่างมาก
การทำงานของ Internet Protocol (IP)
หัวใจสำคัญของ VoIP ก็คือ Internet Protocol เพราะจะเป็นตัวกลางในการทำหน้าที่สำหรับติดต่อสื่อสารระหว่างต้นทางและปลาย ทาง และอย่างที่กล่าวไปแล้วก็คือ การทำงานผ่าน IP โดยปกติจะเป็นการส่งสัญญาณข้อมูลเท่านั้น แต่ด้วยการผสมผสานระหว่างเสียงและข้อมูลจึงทำให้ VoIP เกิดประโยชน์ทั้งทางด้านการพัฒนาและเทคโนโลยีขึ้นมา และการทำงานของโพรโตคอล IP สามารถแยกแบบคร่าว ๆ ได้ก็คือ
•สัญญาณข้อมูลจะถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ เพื่อส่งออกไปตามเส้นทางบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
•เมื่อข้อมูลที่ถูกแบ่งไปถึงปลายทางจะใช้ระยะเวลาและการทำงานที่ต่างกันซึ่งอาจจะไม่พร้อมกันก็ได้
•ข้อมูลที่ถึงปลายทางแล้วจะมีโพรโตคอล TCP ที่จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ส่งมาทั้งหมด
•ตรวจสอบข้อมูลให้อยู่ในสภาพเดิมเหมือนก่อนที่จะถูกแยกออกเป็นส่วน ๆ
จากขั้นตอนการส่งข้อมูลดังกล่าวผ่านทาง IP แบบคร่าว ๆ นั้นจะเห็นได้ว่าส่วนที่สำคัญก็คือ การแยกไฟล์ขนาดใหญ่ออกเป็นส่วนเล็ก ๆ หลายส่วนแล้วค่อยส่งออกไป เมื่อครบทุกส่วนที่ปลายทางแล้วจึงมีการประกอบให้คืนรูปแบบภายหลัง ถ้าจะมองให้เห็นภาพการส่งข้อมูลแบบเป็นส่วน ๆ ให้ชัดกว่านี้ก็เปรียบเทียบได้กับการใช้งานโปรแกรมช่วยดาวน์โหลด เช่น Flashget ที่จะมีการแยกไฟล์เป็นส่วน ๆ ในการดาวน์โหลดเพื่อเพิ่มความเร็วในการทำงาน และที่สำคัญก็คือ ช่วยลดเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการทำงานในรูปแบบ IP จึงมีความสำคัญต่อการสื่อสารด้วยเสียงผ่านเทคโนโลยี VoIP เป็นอย่างมากเพราะนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความเร็วด้วยการแยกไฟล์ข้อมูล (เสียงหรือข้อมูล) ออกเป็นส่วน ๆ แล้วยังเพิ่มประสิทธิภาพนอกเหนือจากการติดต่อสื่อสารผ่านทางเสียงเพียงอย่าง เดียวให้สามารถทำงานเกี่ยวกับทางด้านข้อมูลไปในตัวด้วย
เหตุผลในการเลือก VoIP
สำหรับการเลือกใช้งาน VoIP มาเป็นส่วนของการช่วยโทรศัพท์นั้น ก็เนื่องจากว่า ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตได้มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐบาลหรือหน่วยงาน ของเอกชนก็ตาม จะต้องมีอินเทอร์เน็ตไว้ใช้ในองค์กร ที่สำคัญก็คือ อินเทอร์เน็ตแบบความเร็วสูงที่กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ และด้วยการขยายตัวของดระบบเครือข่ายสัญญาณข้อมูล Data Network ที่มีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็วกว่าการขยายตัวของการสื่อสารด้วยเสียง จึงเหมาะสำหรับผู้ใช้งานในทุกระดับที่มีอินเทอร์เน็ตไว้ใช้งานเพราะด้วย เทคโนโลยีของ VoIP นั้นจะช่วยให้คุณสามารถนำเอาการรับส่งสัญญาณข้อมูลและสัญญาณเสียงได้พร้อม กัน ทำให้เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน และด้วยเหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้จึงทำให้ VoIP ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
VoIP เหมาะสำหรับใคร?
อย่างที่ได้กล่าวไว้ตอนต้นว่าใคร ๆ ก็สามารถใช้เทคโนโลยี VoIP ได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือว่าจะเป็นการใช้ตามบ้านก็ตาม เพราะด้วยต้นทุนที่ต่ำและสามารถนำเทคโนโลยีรวมถึงอุปกรณ์ที่มีอยู่มาใช้งาน ได้ทันที โดยที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องลงทุนติดตั้งระบบหรือรื้อระบบใหม่ เพราะ VoIP ยังคงทำงานผ่านพื้นฐานของกานให้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่ อย่างไรก็ดี VoIP นั้นก็ยังคงต้องอาศัยทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ในการทำงาน ซึ่งถ้าเป็นการใช้งานตามบ้านทั่วไปที่มีการโทรข้ามจังหวัดหรือโทรศัพท์ข้าม ประเทศนั้นเพียงติดตั้งซอฟต์แวร์และเสียค่าบริการให้กับผู้ให้บริการ VoIP ก็ใช้งานได้แล้ว ซึ่งผู้ใช้บริการ VoIP ส่วนมากจะเป็นผู้ให้บริการจากต่างประเทศ แต่สำหรับองค์กรขนาดใหญ่หรือจะเป็น SME ที่มีปริมาณการโทรมากก็จำเป็นที่ต้องอาศัยทั้งซอฟต์แวร์และฮร์ดแวร์ หรือองค์กรที่มีเครือข่าย Leased Line, Frame Relay, ISDN แม้กระทั่งเครือข่าย E1/T1 ก็สามารถนำอุปกรณ์ดังกล่าวนำมาประยุกต์ใช้งาน VoIP ได้เช่นกัน
มาตรฐานของ VoIP
การติดต่อสื่อสารในแบบต่าง ๆ ก็ย่อมต้องมีมาตรฐานขึ้นมาเป็นตัวกำหนดเพื่อให้ผู้ผลิตทั้งทางฮาร์ดแวร์และ ซอฟต์แวร์ได้อ้างอิงการทำงานบนมาตรฐานเดียวกันและ VoIP จะมีมารฐานอยู่ 2 มาตรฐานด้วยกันคือ มาตรฐาน H.323 และมาตรฐาน SIP มาตรฐานเหล่านี้เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า “Call Control Technologies” ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการนำเทคโนโลยี VoIP มาใช้งานสำหรับการสื่อสาร
- มาตรฐาน H.323
เป็น มาตรฐานที่มีการนำมาใช้งานกันในช่วงแรก ๆ ของเทคโนโลยี VoIP เสมือนหนึ่งว่าถูกนำมาใช้งานชั่วคราว เพราะมาตรฐาน H.323 ไม่ได้ถูกนำมาใช้งานชั่วคราว เพราะมาตรฐาน H.323 ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับกับการทำงานผ่าน IP และข้อเสียอีกประการของมาตรฐาน H.323 ก็คือ จะทำงานได้ค่อนข้างช้า
- มาตรฐาน SIP
ด้วย มาตรฐาน SIP ถือไดว่าเป็นมาตรฐานใหม่ที่ออกมารองรับกับ VoIP ซึ่งถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับ IP โดยเฉพาะ โดยในส่วนของการทำงานนั้นจะทำงานคล้ายคลึงกับการทำงานแบบ Client-Server Protocol และถือว่ามาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานที่เหมาะกับการเริ่มต้นใช้งานใหม่เป็นอย่าง มาก
ซอฟต์แวร์ VoIP
ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการทำงานของ VoIP นั้นก็มีอยู่หลายตัว แต่ที่ได้รับความนิยมรวมถึงที่ออกมาใหม่นั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 3 โปรแกรม ซึ่งแต่ละโปรแกรมก็กำลังเร่งพัฒนาให้โปรแกรมของตนมีคุณภาพรวมถึงความปลอดภัย ในการทำงานให้มากขึ้นกว่าเดิม
- Skype เป็นโปรแกรม VoIP โปรแกรมแรก ๆ ที่ออกมาซึ่งเป็นการให้บริการที่มีทั้งแบบที่ใช้งานฟรีและแบบที่ต้องเสียค่า บริการ จึงทำให้ Skype มียอดผู้ใช้งานในแต่ละวันเป็นจำนวนมากกว่า 3 ล้านคน จากผู้ใช้งานทั่วโลก ด้วยการใช้งานที่ง่ายและรองรับกับระบบปฏิบัติการทั้งวินโดวส์ Mac และ Linux
- Google Talk เรียกได้ว่าเป็นโปรแกรมน้องใหม่ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาประสิทธิภาพใน การทำงานให้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะถึงแม้ว่าตัวโปรแกรมยังเป็นเวอร์ชันทดสอบ แต่ก็สามารถใช้งานในส่วนของ VoIP ได้อย่างไม่มีปัญหา
- Gizmo Project เป็นโปรแกรมที่อยู่ระหว่างการทดสอบการใช้งานเช่นกัน ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงาน VoIP ที่ดีแต่ก็ยังคงมีปัญหาอยู่บ้างบางส่วนของการใช้งาน
ข้อดีของ VoIP
- ประหยัดค่าใช้จ่าย ด้วยการนำเอา VoIP มาใช้นั้นจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ ได้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรือจะเป็นทางด้านระบบของโทรศัพท์ เพราะเมื่อคิดค่าใช้จ่ายจากค่าบริการหรือค่าอุปกรณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อมีปริมาณการโทรทางไกลจำนวนมากในระยะยาวก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีก หลายเท่าตัว
- เหมาะกับการประชุมทางไกล เมื่อมีเหตุจำเป็นจะต้องประชุมผ่านทางโทรศัพท์ทั่วไปนั้นอาจจะเกิดปัญหาของ การติดต่อสื่อสารได้ แต่ด้วย VoIP จะช่วยทำให้สามารถติดต่อสื่อสารด้วยเสียงไปพร้อมกับการรับส่งข้อมูลได้ทันที
- รับ-ส่งไฟล์ได้โดยตรง การติดต่อผ่าน VoIP นั้นจะสามารถส่งไฟล์ให้กันได้โดยตรงผ่านระบบ P2P โดยอาศัยเพียงแค่ซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ VoIP เท่านั้นก็สามารถใช้งานได้
ข้อจำกัดของ VoIP
- คุณภาพเสียง ถึงแม้ว่าจะมีราคาและค่าใช้จ่ายในการโทรที่ถูกกว่าโทรศัพท์ทั่วไป แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือคุณภาพของเสียงสนทนาที่จะด้อยลง ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการลดคุณภาพของเสียงลงเพื่อที่จะส่งไปยังปลายทางได้ เร็วมากขึ้น
- อุปกรณ์ในการทำงาน การโทรศัพท์ด้วย VoIP นั้นถ้าเป็นผู้ใช้งานตามบ้านทั่วไป ก็จำเป็นที่จะต้องมีทั้งคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และไมโครโฟนพร้อมลำโพง ซึ่งต่างจากโทรศัพท์ธรรมดาที่จะมีเพียงแค่สายโทรศัพท์และตัวเครื่องโทรศัพท์ เท่านั้น
Domain Name
คือ ชื่อที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการอ้างอิงที่อยู่บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แทนการใช้เลขหมายไอพี (IP Address) นั่นเอง โดยเลขหมายไอพีนั้น ถูกใช้ในการอ้างอิงที่อยู่ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออยู่บนเครือข่าย เปรียบได้กับเลขที่บ้านในโลกปกติ แต่ปัญหาก็คือ การจำตัวเลขนั้นเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขที่มีความยาวมากๆ อย่างเลขหมายไอพี จึงมีการคิดค้นที่จะใช้ชื่อโดเมนแทน และให้ชื่อโดเมนนี้ เป็นตัวชี้ไปยังเลขหมายไอพีอีกต่อหนึ่งดังนั้นแทนที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะต้องจำและพิมพ์เลขหมายไอพีของเครื่องซึ่งเป็นที่ตั้งของเว็บไซต์ เข้าไป
ที่ช่อง location หรือ address ในโปรแกรม web browser เพื่อเรียกดูเว็บไซต์นั้นๆ ผู้ใช้ก็เพียงแต่จำและพิมพ์ชื่อโดเมนแทน ตัวอย่างเช่น ชื่อโดเมนของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติคือ nectec.or.th ส่วน www ที่ใส่ไว้หน้าชื่อโดเมน ทำให้กลายเป็น www.nectec.or.th เมื่อพิมพ์เข้าไปที่ web browser นั้น เป็นการระบุชื่อเครื่อง (host) ที่อยู่ภายใต้ชื่อโดเมนนั้นๆ
รูปแบบการตั้ง Domain Name ตามหลักการของ Internet
มีรูปแบบ 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือ
1.โดเมนขั้นสูงสุด - Top Level Domain เป็นรูปแบบที่ยังสามารถแบ่งได้ อีก 2 แบบย่อย คือ
•โดเมนเนมสากล หรือ gTLD (generic Top-Level Domain Name) เป็นการจัดแบ่งตามลักษณะการใช้งาน เช่น .com, .net, .org สามารถใช้ได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นประเทศใด
•โดเมนเนมประจำสัญชาติ หรือ ccTLD (country code Top-Level Domain Name) เป็นหลักการจัดแบ่งตามลักษณะขอบเขตทางภูมิศาสตร์ หรือชื่อประเทศ เช่น .th (ไทย) , .uk (อังกฤษ), .jp (ญี่ปุ่น), .เป็นต้น
2.โดเมนขั้นที่สอง - Second Level Domain เป็น Sub โดเมนที่แบ่งออกจาก TLD โดยอยู่ตำแหน่งถัดจาก TLD มาทางด้านซ้ายมือ เช่น .ac สำหรับสถาบันทางการศึกษา .co สำหรับองค์กรธุรกิจ
3.โดเมนขั้นที่ 3 - Third Level Domain เป็น Sub โดเมนที่ถูกแบ่งออกจาก SLD อีกชั้นหนึ่งและมีตำแหน่งถัดจาก SLD ทางด้ายซ้ายมือ ใช้เป็นชื่อย่อขององค์กร เช่น thaihostclub เป็นต้น
Domain Name Server (DNS)
คือสิ่งที่นำมาอ้างถึงหมายเลขเครื่อง หรือ หมายเลข IP Address เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ DNS จะทำหน้าที่คล้ายกับสมุดโทรศัพท์ คือ เมื่อมีคนต้องการจะโทรศัพท์หาใคร คน ๆ นั้นก็จะต้องเปิดสมุดโทรศัพท์เพื่อค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของคนที่ต้องการจะ ติดต่อคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน เมื่อต้องการจะสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เครื่องนั้นก็จะทำการสอบถามหมายเลข IP ของเครื่องที่ต้องการจะสื่อสาร กับ DNS server ซึ่งจะทำการค้นหาหมายเลขดังกล่าว ในฐานข้อมูลแล้วแจ้งให้ Host ดังกล่าวทราบ ระบบ DNS แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ
Name Resolvers โดยเครื่อง Client ที่ต้องการสอบถามหมายเลขไอพีเรียกว่า Resolver ซึ่งซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็น Resolvers นั้นจะถูกสร้างมากับแอพพลิเคชันหรือเป็น Library ที่มีอยู่ใน Client
Domain Name Space เป็นฐานข้อมูลของ DNS ซึ่งมีโครงสร้างเป็น Tree หรือเป็นลำดับชั้น แต่ละโหนดคือ โดเมนโดยสามารถมีโดเมนย่อย (Sub Domain) ซึ่งจะใช้จุดในการแบ่งแยก
Name Servers เป็นคอมพิวเตอร์ที่รันโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลบางส่วนของ DNS โดย Name Server จะตอบการร้องขอทันที โดยการหาข้อมูลตัวเอง หรือส่งต่อการร้องขอไปยัง Name Server อื่น ซึ่งถ้า Name Server มีข้อมูลของส่วนโดเมนแสดงว่า Server นั้นเป็นเจ้าของโดเมนเรียกว่า Authoritative แต่ถ้าไม่มีเรียกว่า Non-Authoritative
การจดทะเบียน Domain
เพื่อให้ผู้ประกอบการรู้จักความหมายและความสำคัญของการจดทะเบียนโดเมนเนม (Domain name) รวมไปถึงเทคนิคในการตั้งชื่อโดเมนเนม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้สำหรับการตั้งชื่อโดเมนเนมของเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของตนได้
Domain name มีความสำคัญเปรียบเสมือนชื่อของเจ้าของสินค้า หรือชื่อบริษัท เนื่องจากในโลกออนไลน์ ลูกค้าจะไม่จดจำชื่อเจ้าของสินค้าหรือชื่อบริษัท แต่จะใช้ โดเมนเนมในการเรียก และเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ ปัจจบุันการจดโดเมนเนม มีทางเลือกทั้งแบบโดเมนเนมจริง และเป็น sub-domain ซึ่งแตกต่างกันคือ
โดเมนเนมจริง จะเป็นชื่อตามด้วยนามสกุล เช่น abc.com โดยสามารถตั้งชื่อและจดทะเบียนกับผู้ให้บริการได้หากโดเมนเนมไม่ซ้ำกับที่มี ผู้จดทะเบียนไปแล้ว การตั้งชื่อโดเมนเนมใช้อักษรภาษาอังกฤษ a-z โดยไม่คำนึงว่าเขียนด้วยตัวใหญ่หรือตัวเล็ก ใช้ตัวเลข 0-9 และ ใช้ – ได้เท่านั้น ( การเข้าสู่เว็บไซต์ abc.com จะพิมพ์ว่า ABC.com หรือ AbC.com ก็ได้ จะเข้าสู่เว็บไซต์เดียวกัน
แนวทางการตั้งชื่อโดเมนเนม มีดังนี้
1.ชื่อแสดงความเป็นธุรกิจ และ keyword (คีย์เวิร์ดคือ สิ่งที่ลูกค้าต้องการ เช่น ชื่อสินค้าบริการ) ตัวอย่างเช่น www.tourkrabi.com แสดงความเป็นธุรกิจทัวร์โดยเน้นไปที่จังหวัดกระบี่อย่างชัดเจน หรือ www.weddingthai.net แสดงให้เห็นธุรกิจเกี่ยวกับงานแต่งงาน แม้ว่าจะยังบอกไม่ได้ว่าเป็นการให้บริการด้านงานแต่งงาน หรืออาจจะเป็นให้บริการถ่ายรูปแต่งงาน หรือแม้แต่บริการหาคู่ แต่ก็อยู่ในธุรกิจนี้ การมีชื่อที่แสดงความเป็นธุรกิจช่วยให้ลูกค้าเว็บไซต์จดจำได้ง่าย และมีโอกาส click เลือกจากหน้า Search Engine ได้มากกว่าชื่อโดเมนเนมที่ไม่มีความเป็นธุรกิจ อย่างไรก็ตามการใช้ชื่อโดเมนเนมลักษณะนี้มีข้อเสียคือ ไม่มีความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นจึงสามารถถูกลอกเลียนแบบได้ง่าย เช่นอาจจะมีคุ่แข่งจดโดเมนเนม www.tourthaikrabi.com หรือ www.krabitour.com หรือ www.travelkrabi.com และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้น เจ้าของเว็บไซต์กลุ่มหนึ่งจึงหลีกเลี่ยงที่จะใช้ชื่อแสดงความเป็นธุรกิจแต่ เพียงอย่างเดียวในการจดโดเมนเนม
2.สร้าง Brand แสดงความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ เจ้าของเว็บไซต์ที่หลีกเลี่ยงการจดชื่อโดเมนเนมที่แสดงความเป็นธุรกิจเพียง อย่างเดียว จะมาใช้ชื่อที่สร้าง Brand และแสดงความเป็นเอกลักษณ์ เช่น www.krabicosmo.com , www.ghousehuahin.com , www.tobestudio.net ในกรณีนี้ ถ้าลูกค้าเว็บไซต์จดจำเอกลักษณ์ของชื่อโดเมนเนมได้ เช่น จำได้ว่า มีคำว่า cosmo อยู่ในชื่อคุ่กับ krabi ก็มีโอกาสที่จะกลับมาที่เว็บไซต์นั้น ๆ มากขึ้น เหมือนกับที่ร้าน 7-eleven ตั้งชื่อร้านว่า 7-eleven โดยไม่ใช้ชื่อว่า ร้านสะดวกซื้อ หรือ convenient store
3.จดจำง่าย ออกเสียงง่าย สะกดง่าย หากสามารถตั้งชื่อโดเมนเนมให้สั้นได้มากที่สุด จะทำให้จดจำได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม ชื่อโดเมนเนมที่ประกอบด้วยพยัญชนะภาษาอังกฤษ 2 หรือ 3 หรือ 4 ตัว และนามสกุล dot com ได้ถูกจดไปหมดแล้ว เช่น aa.com , ab.com , abc.com , mno.com , abcd.com , wxyz.com, mink.com etc จึงไม่จำเป็นต้องหาชื่อโดเมนเนมดังกล่าว ยกเว้นใชนามสกุลอื่น เจ้าของเว็บไซต์ควรพิจารณาโดเมนเนมที่มีชือ 5 ตัวขึ้นไป การสะกดชื่อควรเป็นมาตรฐานทั่วไป เช่น www.thaibusiness.com ถ้าชื่อโดนจดไปแล้วและเจ้าของเว็บไซต์ต้องการใช้ thaibuziness.com ก็ต้องพิจารณาว่าธุรกิจของตนตรงกับธุรกิจของ thaibusiness.com หรือไม่ หากตรงกัน มีโอกาสที่จะทำให้ลูกค้าเข้าสู่เว็บของผู้อื่นได้อย่างน่าเสียดาย อนึ่งลูกค้าเว็บไซต์โดยทั่วไปอาจจะตั้งข้อสังเกตุถึงความไม่น่าเชื่อถือของ โดเมนเนมที่เขียนผิดจากปกติ
สำหรับการตั้งชื่อออกเสียงเป็นภาษาไทย ต้องระวังการเขียนให้ง่ายที่สุด เช่น www.sanook.com หรือ www.kapook.com หากไม่มั่นใจว่าลูกค้าจะสะกดถูกต้องจดโดเมนเนมไว้หลายแบบและนำเข้าสู่เว็บไซต์เดียวกัน เช่น www.BaanThai.com , www.BanThai.com (บ้านไทย) เป็นต้น แม้แต่ตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษแต่ออกเสียงคล้ายกัน ก็ต้องระวังการสะกด และจดโดเมนเนมไว้หลายแบบเช่นกัน เช่น www.ReadyPlanet.com และ www.LadyPlanet.com ก็จะเข้าสู่เว็บไซต์เดียวกันคือผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูป
4.ไม่ copy เลียนแบบเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง เช่น ไม่ตั้งชื่อโดเมนเนมว่า www.AmazonThaiBook.com เพราะมีโอกาสโดนฟ้องร้องสูงมากเนื่องจากทำธุรกิจเดียวกับเว็บไซต์หลักคือ Amazon.com นอกจากนั้น ภาพลักษณ์ของโดเมนเนมที่เลียนแบบยังขาดความน่าเชื่อถือ
5.ไม่ยาวเกินไป หากชื่อยาวต้องจดจำง่าย เช่น www.OpenWorldThailand.com, www.GoodRateHotel.com , www.FlowerHandmade.com จะเห็นได้ว่า ชื่อเว็บไซตืแม้จะยาวแต่ประกอบด้วยคำภาษาอังกฤษที่จำง่ายเช่น Thailand , Handmade ซึ่งประกอบกันแล้วทำให้ชื่อยาว แต่เข้าใจง่าย อย่างไรก็ตามการประกอบกันยาวเกินไปก็ยังไม่นับว่าเป็นชื่อที่ดีนัก เช่น www.TheBestFlowerHandmadeInThailand.com ก็นับว่ายาวเกินไป
6.ระวังเรื่อง - (Hyphen) เติม S หากต้องการจดชื่อที่มี S หรือใช้สัญญลักษณ์ - ดังกล่าว ต้องพิจารณาว่า เว็บไซต์อื่นที่จดทะเบียนไปแล้วและไม่มีสัญญลักษณ์ทำธุรกิจเดียวกันกับเรา หรือไม่ ถ้าใช่ มีโอกาสเกิดความสับสนแก่ลูกค้า ทางออกที่ดีคือ จดโดเมนเนมทั้งที่มีและไม่มี s ไว้ด้วย เช่น www.ReadyPlanet.com และ www.ReadyPlanets.com ก็จะเข้าสู่เว็บไซต์เดียวกันคือผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูป ส่วนชื่อที่มี - หากไม่จำเป็นไม่ควรใช้ และต้องพิจารณาว่าเว็บไซต์ที่ใช้ชื่อแบบไม่มี - ทำธุรกิจเดียวกับเราในประเทศของเราหรือไม่ ถ้าใช่ ยิ่งไม่ควรใช้ชือทีมี – อย่างยิ่ง
7.ชื่อแสดงความน่าเชื่อถือ ลูกค้าเว็บไซต์โดยเฉพาะด้านธุรกอิจย่อมต้องการความน่าเชื่อถือก่อนจะตัดสิน ใจทำธุรกรรมต่าง ๆ ด้วย ดังนั้น ไม่ตั้งชื่อที่แสดงความเป็นเล่น ๆ ยกเว้นเป็นเว็บ content หรือ social ที่ต้องการภาพลักษณ์ที่สบาย ๆ เช่น ระวังถ้าต้องการตั้งชื่อว่า ConsultantKukKik.com (กุ๊กกิ๊ก) จะขัดกับภาพลักษณ์ที่ต้องการความจริงจังในการทำธุรกิจ
8.ตั้งชื่อที่ไม่มีความหมายก็ได้ หากชื่อนั้นจดจำง่าย และเจ้าของเว็บไซต์มีการทำตลาดอย่างต่อเนื่องได้ ตัวอย่างเว็บไซต์ต่างประเทศที่ชื่อไม่มีความหมายแต่ประสบความสำเร็จมีมากมาย เช่น www.google.com , www.ebay.com , www.yahoo.com เป็นต้น
นามสกุลของเว็บไซต์ แบ่งได้เป็นหลายกลุ่มคือ
.com
.net
.org
.biz
.info
.co.th
.go.th
.gov
.tv
.asia
Web ที่ใช้จด Domain คือ www.godaddy.com
Web ที่ใช้ช่วยตั้งชื่อ Domain คือ www.wordoid.com
ISP (Internet Service Provider) คืออะไร
คือ บริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต (บางครั้งเรียก ISPs) ย่อมาจากคำว่า Internet Service Provide เป็นหน่วยงานที่บริการให้เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัท เข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลกคะ ในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ หน่วยงานราชการหรือสถาบันการศึกษา กับ บริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ทั่วไป ประเภทหลังนี้จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม นอกจากนี้ ISP หลาย ๆ แห่งจะมีบริการเพิ่มเติม เช่น บัญชีอีเมล เว็บเบราว์เซอร์ และเนื้อที่สร้างเว็บไซต์ เช่น บริษัท ล็อกซ์เล่ย์ อินฟอร์เมชั่น เซอร์วิส หรือ บริษัท เคเอสซี คอมเมอร์เชียล อินเทอร์เน็ต ฯลฯ ส่วนวิธีที่ใช้ในการเชื่อมต่อกับ ISP ทำได้โดยการใช้สายโทรศัพท์ (การเรียกผ่านสายโทรศัพท์) หรือ การเชื่อมต่อแบบบรอดแบนด์ (สายเคเบิล หรือ DSL) ประกอบด้วยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์จำนวน 18 ราย คือ A-Net, Asia Access, AsiaNet, CS-Coms, CWN, FarEast,IDN,JI-Net, Internet Thailand, KSC, Line Thai, Loxinfo, Samart, SGA, WorldNet, EZNet, RoyNet, CWT และศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาและวิจัยจำนวน 5 ศูนย์ ได้แก่ SchoolNet, UniNet,PubNet, ThaiSarn และ GITS
การแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในประเทศ : ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งหมดนี้จะเชื่อมต่อกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ภายในประเทศโดยเชื่อมโยงผ่าน ศูนย์กลางอินเทอร์เน็ตเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในประเทศ (Domestic Internet Exchange) ซึ่งมี 2 แห่งคือ National Internet Exchange (NIX) เพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์ซึ่งดูแลโดย กสท. และ Internet Information Research (IIR) เพื่อการศึกษาวิจัยได้แก่ การจัดทำเส้นทางการเชื่มโยงข้อมูลและนับสถิติไหลเวียนของข้อมูลเสนอเป็น รายงานสาธารณะซึ่งดูแลโดยเนคเทค ปริมาณข้อมูลที่หมุนเวียนผ่าน IIR ต่อวัน 1,476 พันล้านไบต์ หรือคิดเป็น 143.4 ล้านไบต์ต่อวัน (ข้อมูลเมื่อ 1 มี.ค. 2545)
การเชื่อมโยงกับต่างประเทศ: มี 2 ทางเลือกคือ เชื่อมต่อกับ International Internet Gateway (IIG) แล้วออกไปยังวงจรอิน เทอร์เน็ตต่างประเทศอีกทีหนึ่ง หรือเชื่อมต่อวงจรอินเทอร์เน็ตต่างประเทศโดยตรง ซึ่งมีความสามารถในการดึงข้อมูลมายังประเทศไทยได้สูงสุด 645.5 Mbps และมีความสามารถในการดึงข้อมูลออกจากประเทศไทยได้สูงสุด 530.5 Mbps (ข้อมูลเมื่อ 3 ม.ค. 2545)
Broadband คืออะไร
เทคโนโลยีการส่งข้อมูลความเร็วสูง ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ด้วยเทคโนโลยีบรอดแบนด์ จะทำให้ประสบการณ์ในการท่องโลกอินเตอร์เน็ต มีชีวิตชีวาเพิ่มมากยิ่งขึ้น ด้วยประสิทธิภาพในการรับข้อมูลขนาดใหญ่ จึงทำให้ฝันของนักท่องอินเตอร์เน็ตเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ รูปภาพที่มีความละเอียดสูง เล่นเกมส์ออนไลซ์ หรือแม้กระทั่งการดูหนังฟังเพลงผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เทคโนโลยี Broadband ผ่านดาวเทียม เป็นการนำเทคโนโลยีขั้นสูง 2 ด้านมาผสมผสานเพื่อการใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างเต็มประสิทธิภาพ สูงสุด ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม จะทำให้ข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่การให้บริการ ในลักษณะของบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตหมดไป เนื่องจากด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม ทำให้สามารถให้บริการได้ทั่วประเทศ นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าว ยังสามารถนำมาประยุกต์ในการถ่ายทอดสด หรือการแพร่ภาพสัญญาณโทรทัศน์ โดยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตผ่านทางเครือข่ายดาวเทียม (IP Broadcasting via Satellite) ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถรับข้อมูล หรือรับชมสัญญาณภาพ และเสียงในลักษณะของมัลติมีเดีย (Multimedia) ได้
DSL คืออะไร
DSL ย่อมาจาก Digital Subscriber Line หมายถึงเทคโนโลยีโมเด็ม ที่ใช้คู่สายทองแดงธรรมดา ปรับให้กลายเป็นสื่อสัญญาณดิจิตอลความเร็วสูง โดยมีการเข้ารหัสสัญญาณข้อมูล (Modulation) ในย่านความถี่ที่สูงกว่าการใช้งานโทรศัพท์โดยทั่วไป ทำให้สามารถรับ-ส่งข้อมูลได้ในขณะที่ใช้งานโทรศัพท์ สำหรับเทคโนโลยีในตระกูล DSL อยู่หลายประเภท เช่น
•ADSL: Asymmetric Digital Subscriber Line
•HDSL: High bit rate Digital Subscriber Line
•IDSL: ISDN Digital Subscriber Line
•RADSL: Rate Adaptive Digital Subscriber Line
•SDSL: Symmetric Digital Subscriber Line
•VDSL: Very high bit rate Digital Subscriber Line
ซึ่งแต่ละเทคโนโลยี DSL จะมีความสามารถในการรับ-ส่งข้อมูลแตกต่างกันออกไป โดยมีความแตกต่างกันในลักษณะดังนี้
1.ความเร็วในการรับ (down) ส่ง (up) ข้อมูล
2.Mode การรับ-ส่งข้อมูล
เพื่อความเหมาะสมในการใช้งานจริง การเลือกเทคโนโลยีในการรับ-ส่งข้อมูลจึงเป็นสิ่งจำเป็น ตัวอย่างเช่น การรับ-ส่งข้อมูลของบริษัทระหว่างสาขา จะมีการรับ และส่งข้อมูลในการอัตราที่ต้องการความเร็วพอๆ กัน แต่สำหรับผู้ใช้ตามบ้านมักจะต้องการการรับข้อมูลในการอัตราความเร็วมากกว่า การส่งข้อมูล
3.ระยะทางในการรับ-ส่งข้อมูล
ซึ่งจะมีผลโดยตรงกับความเร็วในการส่งข้อมูล เช่น เทคโนโลยี VDSL สามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วถึง 52 Mbps แต่จำกัดในเรื่องระยะทางเพียง 1 km เท่านั้น แต่สำหรับ ADSL สามารถส่งข้อมูลได้เร็วเพียง 8 Mbps แต่สามารถส่งสัญญาณได้ไกลถึง 5 km เป็นต้น
4.จำนวนสายที่ใช้
ตัวอย่างช่น เทคโนโลยี HDSL จะใช้สายในการรับ-ส่งข้อมูลถึง 4 สาย หรือ 2 คู่ แต่เทคโนโลยีอื่นๆ ได้พัฒนาให้ใช้สายเพียง 1 คู่หรือ 2 สายเท่านั้น
5.ความสามารถในการใช้สายโทรศัพท์ระหว่างการรับ-ส่งข้อมูล
เทคโนโลยีที่สามารถใช้งานโทรศัพท์ได้ระหว่างการใช้งานอินเตอร์เน็ตคือ เทคโนโลยี ADSL และ VDSL
ADSL คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่นำมาใช้งานอินเตอร์เน็ตตามบ้าน และองค์กรขนาดย่อม ซึ่งเป็นที่นิยมใช้งานมากที่สุด เนื่องมาจากคุณภาพและราคาที่ค่อนข้างเหมาะสมกับความต้องการ
Intranet, Extranet,Internet
อินทราเน็ต (Intranet) คือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงการสื่อสารด้วยระบบโปรโตคอลทีซีพี/ไอ พี(TCP/IP) ซึ่งเป็นระบบโปรโตคอลในการสื่อสารของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) ดังนั้น โปรแกรมเพื่อการสื่อสารบนเครือข่ายอินทราเน็ตจึงเป็นซอฟต์แวร์ชนิดเดียวกัน กับที่ใช้ในการสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ส่วนความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างเครือข่ายอินทราเน็ตกับเครือข่ายอิน เทอร์เน็ต คือ อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ครอบคลุมทั้งโลก อินเทอร์เน็ตไม่มีใครเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง และไม่มีใครสามารถควบคุมเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ แต่สำหรับเครือข่ายอินทราเน็ตมีเจ้าของแน่นอน และถูกควบคุมโดยองค์กรหรือบุคคลผู้เป็นเจ้าของ
อินทราเน็ตเกิดจากความคิดของระบบอินเทอร์เน็ตในการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์หลาก หลายชนิดจากทุกมุมโลกเข้าด้วยกันได้ รวมทั้งการที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลจากที่ต่าง ๆ การมีบริการที่เป็นประโยชน์และความสามารถในการแสดงผลได้ตามต้องการแบบ 4ท (ที่เดียวทั่วโลก ทันที ทุกเวลา) นี้เอง ทำให้เกิดแนวคิดในการนำเทคโนโลยีของระบบดังกล่าวมาใช้งานในหน่วยงานหรือ องค์กรซึ่งเมื่อย่อระบบอินเตอร์เน็ตลงมาในองค์กรก็เป็นระบบอินทราเน็ตนั่น เอง ดังนั้นอินทราเน็ตต้องมีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
การประยุกต์ใช้อินทราเน็ตถือเป็นการปฎิรูประบบงานในองค์กรใหม่และก่อให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการและขั้นตอนการทำงานในปัจจุบันและอนาคต ในปัจจุบันได้มีผู้ให้คำจำกัดความของอินทราเน็ตไว้ต่าง ๆ ดังนี้
•อินทราเน็ตเป็นระบบเครือข่ายภายในที่เชื่อมโยงเครือข่ายย่อยต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และให้ทุกคนในองค์กรใช้ร่วมกัน
•อินทราเน็ต เป็นรูปแบบของระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ใช้ในองค์กร
•อินทราเน็ต เป็นคำที่สื่อความหมายถึงการนำเทคโนโลยีของระบบอินเทอร์เน็ตมาใช้ เพื่อตอบสนองระบบงานภายในองค์กรโดยเฉพาะ
•อินทราเน็ตเป็นระบบอินเทอร์เน็ตที่ใช้งานเฉพาะในองค์กร
•อินทราเน็ต เป็นการนำเทคโนโลยีของระบบอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ ในองค์กรหรือหน่วยงาน
•อินทราเน็ต เป็นการรวมสารสนเทศที่มีอยู่ โดยวิธีการปรับปรุงให้เข้าถึงและกระจายข้อมูลผ่านไอพี เครือข่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวก ปรับปรุงวิธีการเข้าถึงสารสนเทศ การกระจายใช้สารสนเทศ และการบริหารสารสนเทศ
•อินทราเน็ต เป็นการนำเทคโนโลยีของระบบอินเทอร์เน็ต ที่ได้รับการยอมรับและเป็นมาตรฐานในการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ทั่วโลกเข้าด้วยกัน มาประยุกต์ใช้ในองค์กร หรือหน่วยงาน
เอกซ์ทราเน็ต (Extranet) คือ เครือข่ายภายนอกองค์กร หรือ เอกซ์ทราเน็ต (Extranet) คือ ระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร หรือ อินทราเน็ต (Intranet) เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ของสาขาของผู้จัดจำหน่าย หรือของลูกค้า เป็นต้น โดยการเชื่อมต่อเครือข่ายอาจเป็นได้ทั้งการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่าง 2 จุด หรือการเชื่อมต่อแบบเครือข่ายเสมือน (Virtual Network) ระหว่างระบบอินทราเน็ตหลาย ๆ เครือข่ายผ่านอินเทอร์เน็ตก็ได้ ระบบเครือข่ายแบบเอกซ์ทราเน็ต โดยปกติแล้วจะอนุญาตให้ใช้งานเฉพาะสมาชิกขององค์กร หรือผู้ที่ได้รับสิทธิในการใช้งานเท่านั้น โดยผู้ใช้จากภายนอกที่เชื่อมต่อเข้ามาผ่านเครือข่ายเอกซ์ทราเน็ต อาจถูกแบ่งเป็นประเภท ๆ เช่น ผู้ดูแลระบบ สมาชิก คู่ค้า หรือผู้สนใจทั่วๆ ไป เป็นต้น ซึ่งผู้ใช้แต่ละกลุ่มจะได้รับสิทธิในการเข้าใช้งานเครือข่ายที่แตกต่างกันไป
ความแตกต่างระหว่าง Internet, Intranet, Extranet คือ ทั้ง 3 ระบบใช้มาตราฐานเดียวกัน คือ TCP/IP แต่ที่แตกต่างกัน คือ รูปแบบการเข้าถึงโดย Internet เป็น Open Public ที่ทุกคนเข้าถึงได้, Intranet เป็นเครือข่ายภายในองค์กรให้เฉพาะพนักงานในการเข้าถึง, Extranet เป็นเครือข่ายที่เชื่อมระหว่างองค์กร เช่นในรูปแบบของบริษัทที่อยู่ใน supply chain
Development of the Web
World Wide Web หรือที่เรามักเรียกสั้นๆว่า Web หรือ W3 (WWW) คือ คอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่งบนอินเตอร์เน็ต ที่ถูกเชื่อมต่อกันในแบบพิเศษที่ทำให้คอมพิวเตอร์เหล่านั้นสามารถเข้าถึง ข้อมูลเนื้อหาที่เก็บไว้ภายในของแต่ละเครื่องได้ (กลายเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่) โดยผ่านทาง บราวเซอร์ (Browser) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ประเภทหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้อ่านและตอบโต้ข้อมูล ต่างๆที่มีอยู่ใน World Wide Web โดยเฉพาะ บราวเซอร์ที่พบเห็นได้มากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ Internet Explorer ของ และ Netscape
ที่มาของ World Wide Web
ปี ค.ศ. 1990 ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี (Tim Berners-Lee) แห่งสถาบัน CERN (Center
European pour la Recherche Nucleaire) แห่งกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
(เวบไซต์ของ CERN ติดต่อที่ http://www.cern.ch)ได้ คิดค้นวิธีการถ่ายทอดเอกสารข้อมูลที่อยู่ในแบบไฮเปอร์เท็กซ์ ( hypertext) ซึ่งเป็นเอกสารที่นำเสนอทางเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ข้อมูลในแต่ละหน้าสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ มานำเสนอผ่านทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เอกสารแบบไฮเปอร์เท็กซ์นี้ เขียนขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ เรียกว่าภาษา HTML (Hypertext Markup Language) เอกสารข้อมูลที่เขียนขึ้นด้วยภาษา HTML นี้ ต้องใช้โปรโตคอลแบบพิเศษ ชื่อ HTTP (Hypertext Transport Protocol) ช่วยในการสื่อสาร และรับส่งข้อมูลขณะเรียกใช้บริการเวิลด์ไวด์เว็บ ในระบบอินเทอร์เน็ต ในปี ค.ศ. 1993 สถาบัน NCSA (National Center for Supercomputing Application) แห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ได้พัฒนาโปรแกรมที่เรียกว่า เว็บบราวเซอร์ (web browser) ชื่อ Mosaic ขึ้นมา ทำหน้าที่แปลคำสั่งและข้อมูลที่อยู่ในรูปของเอกสาร HTML ให้แสดงที่หน้าจอเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้อย่างสวยงาม น่าดู อย่างที่เราพบเห็นบนในปัจจุบัน โปรแกรม Mosaic ถูกแจกจ่ายออกไปให้ผู้ใช้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จืงได้กลายมาเป็น โปรแกรมยอดนิยมไปทันที หลังจากนั้นมา บริษัทซอฟแวร์ชั้นนำต่าง ๆ จึงเริ่มพัฒนาโปรแกรมเว็บบราวเซอร์อื่น ๆออกจำหน่ายจ่ายแจก แก่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกหาโปรแกรม เว็บบราวเซอร์ มาใช้งานได้หลายโปรแกรม นอกจากจะใช้บริการดูข้อมูลจากเวิลด์ไวด์เว็บ แล้ว หลายโปรแกรมยังมีความสามารถอื่น ๆด้วย เช่น บริการสื่อสารด้วย E-mail การค้นข้อมูลแบบ Gopher การถ่ายโอนไฟล์ด้วย ftpเป็นต้น โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ ได้เปลี่ยนโฉมหน้า การใช้ บริการอินเทอร์เน็ตในแบบเก่า ๆที่มีแต่ตัวอักษร ไปเป็นหน้าจอที่มีชีวิตชีวาด้วยสีสันและรูปภาพ และทำให้ผู้สามารถเข้าสู่บริการอินเทอร์เน็ตได้ง่ายกว่าเดิมมาก
ไฮเปอร์เท็กซ์ (Hypertext) คือ คำหรือวลีเรืองแสงหรือมีสีแตกต่างจากข้อความธรรมดา หรือ มีการขีดเส้นใต้ในเอกสารเว็บ เมื่อเรียกดูผ่านทางเว็บบราวเซอร์ ถ้าใช้เมาส์ชี้ที่ ไฮเปอร์เท็กซ์จะเห็นเป็นรูปมือ และเมื่อคลิกเมาส์ที่ไฮเปอร์เท็กซ์ โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ จะเชื่อมโยงไปยังเอกสารอื่นซึ่งอาจจะเป็นจุดอื่นในไฟล์เดียวกัน หรืออาจจะเชื่อมโยงไปยัง ไฟล์เอกสารอื่น หรือเว็บไซต์อื่น การเชื่อมโยงดังกล่าว เรียกว่า ไฮเปอร์ลิงก์ (hyperlink) ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของเอกสารเว็บ เมื่อเรียกดูผ่านทางเว็บบราวเซอร์ ไฮเปอร์มีเดีย(Hypermedia) หมายถึง ส่วนที่เพิ่มเติมจากไฮเปอร์เท็กซ์ นั่นคือนอกเหนือ จากการเชื่อมโยงข้อมูลในแบบตัวอักษรแล้ว เรายังสามารถเชื่อมโยงไปยังข้อมูลที่เป็นรูปภาพ ภาพถ่าย วิดีโอ เสียง ภาพสามมิติ ภาพเคลื่อนไหว ได้ด้วย
Internet ไม่มีเจ้าของ แต่มีหน่วยงานที่กำหนดมาตรฐาน ส่วน Web เป็นหนึ่งใน applicationของ Internet ซึ่ง web นี้มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลง internet คือทำให้ internet ถูกเข้าถึงได้ง่าย และถูกพัฒนาขึ้นโดย Tim Berners Lee
เว็บบราวเซอร์ (web browser) คือ โปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ ที่ทำหน้าที่ติดต่อกับ เว็บเซอร์เวอร์ เพื่อขอดูเอกสารข้อมูลเวิลด์ไวด์เว็บ เมื่อได้รับแฟ้มเอกสารที่ขอไป ก็นำมาแสดงบนจอภาพ เราเรียกรายละเอียดของเอกสารข้อมูลที่เว็บบราวเซอร์นำมาแสดงบนจอว่า เอกสารเว็บ (web document) ในปัจจุบัน มีบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ต่าง ๆ หลายรายได้พัฒนาโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ ออกมาให้ใช้งานกันมากมาย และเพิ่มขึ้นทุกขณะ เช่น NCSA Mosaic, Cello, Netscape Navigator, Internet Explorer, HotJava, และ Win Web เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ใช้สามารถโอนถ่าย โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ นำมาทดลองใช้ได้ฟรี ตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัท แต่ก็มีอีกหลายแห่ง ที่แจกให้ใช้ฟรีจริงๆ เว็บบราวเซอร์ที่กล่าวถึงข้างต้น ล้วนมีความสามารถเรียกดูข้อมูลที่เป็นรูปภาพและมีสีสันสวยงามได้ แต่สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลที่เป็นตัวหนังสืออย่างเดียวซึ่งจะเรียกดูข้อมูล ได้ รวดเร็ว ก็อาจจะเลือกใช้โปรแกรม Lynx ซึ่งเคยเป็นเว็บบราวเซอร์แบบตัวอักษรที่มีผู้นิยมมากในระยะหนึ่ง โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ของแต่ละบริษัท มีความแตกต่างกันในความสามารถและรายละเอียดปลีกย่อย เช่น ความเร็วในการทำงาน การสิ้นเปลืองหน่วยความจำของเครื่อง การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล การรองรับภาษา HTML ในระดับที่ไม่เท่ากัน เป็นต้น
เว็บบราวเซอร์ อันแรกคือ Mosaic แต่ไม่ได้ใช้ในทางพาณิชย์ ส่วน web browser แรกที่ใช้ในทางพาณิชย์คือ Netscape และต่อมาคือ Internet Explorer
เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องบริการเว็บเพจแก่ผู้ร้องขอด้วย โปรแกรมประเภทเว็บบราวเซอร์ (Web Browser) ที่ร้องขอข้อมูลผ่านโปรโตคอลเฮชทีทีพี (HTTP = Hyper Text Transfer Protocol) เครื่องบริการจะส่งข้อมูลให้ผู้ร้องขอในรูปของข้อความ ภาพ เสียง หรือสื่อผสม เครื่องบริการเว็บเพจมักเปิดบริการพอร์ท 80 (HTTP Port) ให้ผู้ร้องขอได้เชื่อมต่อและนำข้อมูลไปใช้ เช่น โปรแกรมอินเทอร์เน็ตเอ็กโพเลอร์ (Internet Explorer) หรือฟายฟร็อก (FireFox Web Browser) การเชื่อมต่อเริ่มด้วยการระบุที่อยู่เว็บเพจที่ร้องขอ (Web Address หรือ URL = Uniform Resource Locator) เช่น http://www.google.com หรือ http://www.thaiall.com เป็นต้น โปรแกรมที่นิยมใช้เป็นเครื่องบริการเว็บ คือ Apache Web Server หรือ Microsoft IIS (Internet Information Server) ส่วนบริการที่นิยมติดตั้งเพิ่ม เพื่อเสริมความสามารถของเครื่องบริการ เช่น ตัวแปลภาษาสคริปต์ ระบบฐานข้อมูล ระบบจัดการผู้ใช้ และระบบจัดการเนื้อหา เป็นต้น
Web server ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูล web page ในการติดต่อ web browser จะ request ข้อมูลไปที่ web server และ web server ก็จะส่งข้อมูลนั้นกลับมา
Trend
1)Convergence การติดต่อจะเป็นรูปแบบของ multimedia, voice
2)Broadband อนาคตจะใช้ Fibre-optic
3)Broadband wireless อนาคตจะใช้ WiMax, Wipro, 4G
4)Web 2.0 ข้อมูลเกิดจากเจ้าของ web หรือผู้ใช้ เช่น U-tube, Facebook, Hi5
Issue อะไรคือปัญหาของ internet ในปัจจุบัน
1)Internet abuse in workplaces ใช้ internet ในทางที่ผิด ในที่ทำงานจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงหรือไม่ ถ้าพนักงานทำผิดทางเครือข่ายในที่ทำงาน บริษัทมีส่วนต้องรับผิดหรือไม่
2)Internet Addiction โรคติด internet เรียกว่า information ต้องเชื่อมต่อกับ internet ตลอดเวลา
3)Net Neutrality ปัจจุบัน charge ค่าใช้ internet เท่ากันหมด ในอนาคตควร charge ราคาการใช้ internet ควรคิดตามปริมาณตามการรับส่งข้อมูลหรือไม่ ควรมีการ charge web server ที่มีข้อมูลมากๆเช่น U-tube
4)Laws and Regulations กฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ เพราะการกระทำผิดในอีกประเทศ ผลกระทบมีในอีกประเทศ และ server อยู่ในอีกประเทศ ปัญหาคือกฎหมายจะช้ากว่า technology ประมาณ 5 ปี
5)Digital Divide ความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึง internet หรือ computer
ข้อสอบ
•ให้เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียระหว่างเครือข่ายมีสายกับเครือข่ายไร้สาย ในสถานการณ์ไหนควรใช้เครือข่ายแบบไหน
•ถ้าเราเป็นผู้บริหาร การเลือกระหว่างเครือข่ายมีสายกับเครือข่ายไร้สาย ควรใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณา
•RFID เข้าไปมีบทบาทในธุรกิจใดได้บ้าง; Shopping, Farm, Airport, Express Way, Sky Train
•ข้อแตกต่างชอง Active RFID และ Passive RFID
•Internet, Intranet และ Extranet เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
•ใช้มาตรฐาน TCP/IP เหมือนกัน ต่างกันตรง Internet เป็นเครือข่ายสาธารณะทุกคนเข้าถึงได้ Intranet เป็นเครือข่ายในองค์กรให้พนักงานเข้าถึงได้เท่านั้น ส่วน Extranet ระบบเครือข่ายใช้สื่อสารระหว่างองค์กร เช่น ระหว่างบริษัทเรากับบริษัทลูกค้า
Ref:
1. มาตรฐาน IEEE 802.11 WLAN: ความรู้เบื้องต้น ช่องโหว่ และการรักษาความปลอดภัย (ตอนที่ 1) http://thaicert.nectec.or.th/paper/wireless/IEEE80211_1.php
2. Peer to Peer http://community.thaiware.com/index.php/topic/131275-coaeaoaci-network/
3. Network Adapter http://www.skn.ac.th/a_cd/content/nic.html
http://www.arip.co.th/news.php?id=405222
4. Internet http://www.thaiall.com/article/internet.htm
5. การจดทะเบียนโดเมน http://burin.readyplanet.com/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=13&Id=538841886
6. ISP http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=629afa378f03cdd6
7. Broadbrand http://www.adslthailand.com/forum/viewtopic.php?f=9&t=38598&start=0
8. DSL http://www.yorbor.com/index.php?topic=818.0
รายชื่อผู้ที่ตอบคำถามในห้อง วันที่ 9 ธันวาคม 2553
No. ID Code Name จำนวนครั้ง
1 5310221001 อังคณา ตันวัฒนเสรี 1
2 5310221002 อุกฤษฎ์ เลาหะวัฒน์ 3
3 5310221005 กัญญ์ณณัฎฐ์ ทักศินาวรรณ 1
4 5310221007 ปิยพงศ์ จิราภิรมย์ 1
5 5310221009 สิทธิชัย พินิจเลิศสกุล 1
6 5310221010 ธนิดา อภิรักษ์นันท์ชัย 2
7 5310221015 วิวัฒน์ เหลืองกมลพันธุ์ 3
8 5310221017 สุพัตรา งามอุรุเลิศ 1
9 5310221019 รุ่งฟ้า ลาภยืนยง 1
10 5310221024 ขนิษฐา ศุกระรุจิ 1
11 5310221027 ศุภพงษ์ แพ่งคำนึง 3
12 5310221031 จิณณวัตร พิเศษสิทธิ์ 1
13 5310221038 ธนดร พร้อมมูล 3
14 5310221041 นิธิพงศ์ วันทโภคาธรรม 2
รายชื่อผู้จัดทำ
- 5310221006 มัณฑนาพร กล้าผจญ
- 5310221017 สุพัตรา งามอุรุเลิศ
- 5310221019 รุ่งฟ้า ลาภยืนยง
- 5310221027 ศุภพงษ์ แพ่งคำนึง
- 5310221035 เอกวุฒิ แสงสวัสดิกุล
- 5310221041 นิธิพงศ์ วันทโภคาธรรม





































