สถานภาพ E-Commerce ในประเทศไทย ปี 2552
ถ้าวัดกันด้วยปริมาณ B2C ในประเทศไทยถือว่ามี ผู้ประกอบการ มากที่สุด รองลงมาคือ B2B และ B2G
แต่ถ้าหากจำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรม แฟชั่นและเครื่องแต่งกาย จะมีสัดส่วนมากที่สุด เนื่องจากการเป้นต่อด้านราคา รองลงมาคืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
กลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตในแต่ละปี ตั้งแต่ปี 2551, 2552 และ 2553
แฟชั่นเครื่องแต่งกายเติบโตมากที่สุด
มูลค่า E-Commerce ตามผู้ประกอบการ
B2G มีมูลค่าสูงสุด อาจารย์เชื่อว่าในสำนักงานสถิติแห่งชาติไม่มี C2C เนื่องจากนำไปรวมกับ B2G แล้ว B2G มีมูลค่าสูงเมื่อรวมกับมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างผ่าน E-Auction
ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ผู้ประกอบเข้าไปทำเวปไซด์ เอิง ขายบน e-Bay หรือ ประกาศขายทาง Pantip market
ขนาดุรกิจจำแนกตามประเภทผู้ประกอบการ
โดยส่วนใหญ่ เกือบ 80% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก และเป็น B2C ที่ มีพนักงานเพียง 1-5 คน ซึ่งตรงกันข้ามกับลักษณะธุรกิจสมัยก่อนที่มีจำนวนคนงานมาก
ลักษณะการขายสินค้าและบริการ
ส่วนใหญ่ขายผ่านทางเวปอย่างเดียว (Click Only) รองลงมาเป็นแบบ ขายทั้งทางเวปและหน้าร้าน (Click and Motar)
สินค้า OTOP – มีเพียง 4.5%
ผลประกอบการ
ถ้าไม่รวม E-Auction ถือ B2B ว่ามีมูลค่ามากที่สุด
มูลค่าตามประเภทอุตสาหกรรม
ยานยนต์มีมูลค่าสูงสุดเนื่องจากมูลค่าตัวสินค้าที่สูงที่สุด
ค่าใช้จ่ายด้าน IT ในการประกอบธุรกิจ E-Commerce
ตัวอย่างค่าใช้จ่ายด้าน IT เช่น ค่า server, ค่าจดทะเบียน domain name, ค่าจ้าง pprogrammer
โดยส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเนื่องจากสามารถนำไปฝากขายกับเวปอื่น การขายบน E-Bay
รองลงมาคือไม่เกิน200,000 บาท ปกติค่าใช้จายรวมถึงค่าเช่าบนเวป, จดทะเบียน domain name ค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดผ่านทาง search engine
การตลาด
การตลาดมีรูปแบบ 2 อย่าง
• ออนไลน์ คือ Online marketing บน internet เช่น banner add, pop-up add หรือ search engine
• ออฟไลน์ คือ ผ่านทางช่องทางปกติ เช่น นิตยสาร หนังสือพิมพ์
โดยส่วนใหญ่ธุรกิจ E-Commerce ไม่มีการประชาสัมพันธ์ ใช้แค่วิธี online market place หรือ E-Bay
ในการทำธุรกิจแบบ E-Commerce มีทั้งแบบมี website และไม่มี website จุดประสงค์ของ E-commerce ในประเทศไทย คือ เพื่อเพิ่มช่องทางในการซื้อสินค้า อำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า และเป็นการ ประชาสัมพันธ์ เพื่อเท่าเทียมคู่แข่ง
การมีเวปไซด์
โดยส่วนมากจะมีเวปไซด์ หากไม่มีก็จะขายผ่านเวปอื่นๆ
การพัฒนาเวปไซด์
โดยส่วนใหญ่ใช้โปรแกมสำเร็จรูป โดยที่มีโปรแกมสร้าง E-Commerce อย่างครบครัน
การชำระเงิน
มี 2 ประเภท
• ออนไลน์ (Online payment) ทุกอย่างเป็นแบบ เบ็ดเสร็จ เสร็จใน browser ผ่านทาง บัตรเครดิต, pay pal หรือ E-Banking
• ออฟไลน์ (Offline payment) คือ ลูกค้าทำต้องทำ physical statement ผ่านATM, ทางธนาณัติ หรือ นัดพบ
ส่วนใหญ่ในประเทศไทย E-Commerce เป็นธุรกิจขนาดเล็กและมีข้อจำกัดการ เนื่องจากมีข้อจำกัดเกี่ยวกับ การชำระเงินผ่านบัตรเครดิต
ตัวอย่างระบบการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตโดยธนาคารในประเทศไทย เช่น K-internet banking รูปแบบคล้ายกับ paypal ลูกค้าต้องมีบัตรเครดิตของกสิกร และ ผู้ขายมีบัญชีที่เปิดกับกสิกรเช่นกัน
วิธีการจัดส่งสินค้า
โดยส่วนใหญ่ใช้ไปรษณีย์ โดย ไปรษณีย์ไทย รองลงมาเป็นพนักงานจัดส่ง, บริษัทขนส่งของเอกชนเช่น FEDex, UPS, DHL หรือจัดส่งทางเวป (ใช้กับสินค้าที่เป็นดิจิตอล)
ระยะเวลาในการจัดส่ง
โดยส่วนใหญ่อยู่ที่ 2-3 วัน โดยจะขึ้นอยู่กับพื้นที่และขนาดของสินค้าด้วย
- อุปสรรคในการจัดส่งสินค้า
สินค้าที่ขายบน E-Commerce ควรมีน้ำหนักเบาเนื่องจากในประเทศไทยค่าขนส่งพัสดุยังมีราคาที่ค่อนข้างสูง
- อุปสรรคในมุมมองลูกค้า
อุปสรรคเหล่านี้ถ้าผู้ประกอบการไม่ลดความกังวลที่ก่อให้เกิดปัญหาเหล่านี้ E-Commerce ก็จะเกิดขึ้นยาก
- อุปสรรคในส่วนของผู้ประกอบการ
ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการเห็นสินค้าก่อน ผู้ประกกอบการกลัวลูกค้าใช้ข้อมูลปลอมในการซื้อสินค้า กลัวว่าได้สินค้าไปแล้วไม่ยอมชำระเงิน หรือลูกค้าขโมยข้อมูลบัตรเครดิตคนอื่นมาซื้อข้อมูล
ผู้จัดทำ : G3 (YMBA 30)
5310221003 ไพลิน เสรีสงแสง
5310221011 ลัคขณา เงาดีงาม
5310221012 สนทยา เจริญวิริยะภาพ
5310221015 วิวัฒน์ เหลืองกมลพันธุ์
5310221018 สุกัญญา ฤทธิเพชร
5310221026 กฤษณี อ่ำถนอม





