Mobile Computing

Mobile Computing

คือ การนำเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์ไร้สายมาเชื่อมโยงกัน ทำให้สามารถใช้โทรศัพท์ไร้สายติดต่อทำงานร่วมกับระบบคอมพิวเตอร์ได้ ในขณะที่มีการเคลื่อนที่
ซึ่งได้เริ่มต้นมาจากในปี 1968 โดยเริ่มต้นจาก Laptop จนถึงตอนนี้ที่มีการพัฒนาเป็น Tablet

ประเภทของ Mobile Computing หรือ เครือข่ายไร้สาย สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทคือ
1.Wireless WAN (Cellular Network) ขนาดใหญ่ที่สุด รวมถึง ระบบเครือข่ายดาวเทียมที่ขอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ในระดับประเทศ ,ทวีป
2.Wireless MAN ครอบคลุมพื้นที่ระดับเมือง เช่น WiMax
3.Wireless LAN อีกชื่อหนึ่งคือ Wi-fi
4.Wireless PAN อยู่ในระยะไม่กี่ฟุต ที่นิยมที่สุดในตอนนี้คือ QR code

ปัจจุบัน โทรศัพทมือถือ์มีความสามารถมากกว่าการรับเข้าหรือโทรออก แต่มีความสามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการรับ-ส่ง e-mail ประกอบกับการชำระค่าโทรศัพท์มือถือได้แบ่งเป็นแบบ Pre Paid และ Post Paid และการที่มี 2 ทางเลือกในการชำระค่าโทรศัพท์มือถือ อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุให้เกิดการเพิ่มขึ้นของ จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ

flickr:5432526204
flickr:5432541608

ข้อแตกต่างระหว่าง 1G 2G 3G 4G คือ

1G

การสื่อสารไร้สายยุค 1G ย่อมาจาก First Generation คือ ระบบสื่อสารไร้สายที่ใช้เทคโนโลยีระบบอนาล็อก โดยการสื่อสารไร้สายยุค 1จี ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถบริการด้านเสียงเท่านั้น และยังมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพของเครือข่าย เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายที่เป็นการสื่อสารไร้สายยุค 1G คือบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ AMPS (Advanced Mobile Phone Service) ซึ่งเปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในราวปี ค.ศ. 1980
เทคโนโลยี 4จี เป็นเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงชนิดพิเศษ หรือเป็นเส้นทางด่วนสำหรับข้อมูลที่ไม่ต้องอาศัยการลากสายเคเบิล โดยระบบเครือข่ายใหม่นี้ จะสามารถใช้งานได้แบบไร้สาย รวมถึงคุณสมบัติการเชื่อมต่อเสมือนจริงในรูปแบบสามมิติ (three-dimensional) ระหว่างผู้ใช้โทรศัพท์ด้วยกันเอง นอกจากนั้น สถานีฐาน ซึ่งทำหน้าที่ในการส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่จากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง และมีต้นทุนการติดตั้งที่แพงลิ่วในขณะนี้ จะมีให้เห็นกันอย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับหลอดไฟฟ้าตามบ้านเลยทีเดียว สำหรับ 4จี จะสามารถส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สายด้วยระดับความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้นถึง 100 เมกะไบต์ต่อวินาที ซึ่งห่างจากความเร็วของชุดอุปกรณ์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ที่ระดับ 10 กิโลบิตต่อวินาที

flickr:5432634198

2G

การสื่อสาร ไร้สายยุค 2G ย่อมาจาก Second Generation คือ การสื่อสารไร้สายด้วยเทคโนโลยีระบบดิจิตอล ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นส่งผลให้การสื่อสารด้วยเสียงมีคุณภาพเพิ่มขึ้นสูง กว่าการสื่อสารในยุค 1G ในอดีตที่ผ่านมาเทคโนโลยีในยุค 2G สามารถให้บริการการสื่อสารทางเสียง และสามารถรับ-ส่งข้อมูลแบบ (circuit-switch) ด้วยความเร็วที่ระดับ 9.6 – 14.4 Kbps ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยียุค 2G กำลังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นใน ระดับ 2.5G และ 3G

3G

3G (Third Generation)เป็นระบบเครือข่ายไร้สายรุ่นล่าสุดที่ทำงานบนพื้นฐานของระบบ IP ( Internet Protocol ) ผ่านอุปกรณ์พกพาโดยสามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุด 144 กิโลบิตต์ต่อวินาที หรือสูงกว่าในสภาวะการใช้งานที่หยุดนิ่งอยู่กับที่หรือมีการเคลื่อนที่อย่าง ต่อเนื่อง ในปี 2542 สมาพันธ์โทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ไอทียู (ITU International Telecommunications Union ) ได้ประกาศให้ระบบ 3G เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งประกอบด้วยมาตรฐานการทำงาน 5 แบบ โดยเทคโนโลยีหลักๆ 3 เทคโนโลยีล้วนเป็นระบบซีดีเอ็มเอ ได้แก่: ระบบซีดีเอ็มเอ 2000 (CDMA2000) ไวด์แบนด์-ซีดีเอ็มเอ หรือ ดับบลิว-ซีดีเอ็มเอ (W-CDMA) ทีดีเอสซีดีเอ็มเอ (TD-SCDMA)

4G ( Forth Generation )

4G ( Forth Generation )เป็นเทคโนโลยี เครือข่ายไร้สายความเร็วสูงชนิดพิเศษ หรือเป็นเส้นทางด่วนสำหรับข้อมูลที่ไม่ต้องอาศัยการลากสายเคเบิล โดยระบบเครือข่ายใหม่นี้ จะสามารถใช้งานได้แบบไร้สาย รวมถึงคุณสมบัติการเชื่อมต่อเสมือนจริงในรูปแบบสามมิติ (three-dimensional) ระหว่างผู้ใช้โทรศัพท์ด้วยกันเอง นอกจากนั้น สถานีฐาน ซึ่งทำหน้าที่ในการส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่จากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง และมีต้นทุนการติดตั้งที่แพงลิ่วในขณะนี้ จะมีให้เห็นกันอย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับหลอดไฟฟ้าตามบ้านเลยทีเดียว สำหรับ 4จี จะสามารถส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สายด้วยระดับความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้นถึง 100 เมกะไบต์ต่อวินาที ซึ่งห่างจากความเร็วของชุดอุปกรณ์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ที่ระดับ 10 กิโลบิตต่อวินาที

ลักษณะเด่นของ 4G

4G คือ Forth Generation ซึ่งในบ้านเรายังไม่มีให้เห็นกัน เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีสื่อสารในยุค 4G เรื่องความเร็วนั้นเหนือกว่า 3G มาก คือทำความเร็วในการสื่อสารได้ถึงระดับ 20-40 Mbps เมื่อเทียบกับความเร็วที่ได้จาก 3G นั้นคนละเรื่องกันเลย ที่ญี่ปุ่นนั้นเครือข่ายโทรศัพท์ที่ใช้เทคโนโลยี 4G สามารถให้บริการรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านมือถือได้แล้ว หรือจะโหลดตัวอย่างภาพยนตร์มาชมบนโทรศัพท์มือถือก็มีให้เห็นเช่นกัน ทำไมญี่ปุ่นถึงรีบกระโดดไปสู่ยุค 4G กันเร็วเหลือเกิน คำตอบง่าย ๆ ก็คือ “ดิจิตอลคอนเทนต์” เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นนั่นเอง เมื่อผู้ให้บริการหลายหลายรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยจำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายที่มีความเร็วสูง สามารถรับส่งข้อมูลได้ในปริมาณมาก ๆ ดังนั้น การผลักดันตัวเองให้เข้าสู่ยุค 4G ที่ใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่า 3G ก่อนคู่แข่ง น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด

ความโดดเด่นของ 4G คือ ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนเครือข่ายที่กินพื้นที่กว้างก็ได้หรือจะทำเป็นเครือข่ายขนาดย่อม ๆ แบบ WLAN ได้อีกด้วย นั่นจึงทำให้หลายคนมองว่า 4G จะมาเบียดเทคโนโลยีของ Wi-Fi หรือไม่ เพราะสามารถใช้งานได้ทั้งสองแบบ

Evolution of 3G (Thailand)
เริ่มกันที่โทรคมนาคมกันก่อนนะครับ เส้นทางโทรคมนาคม(รัฐ)ไทย อาจย้อนไปไกลได้จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเริ่มต้นจากกิจการ ไปรษณีย์ไทย นั่นเองครับ การส่งไปรษณีย์ตามแบบแผนที่เรารู้จักกัน รวมไปถึงรูปแบบที่รวดเร็วขึ้นอย่างโทรเลข ก็คือรูปแบบแรกๆ ของโทรคมนาคมหลังจากนั้นไม่นาน ในปี พ.ศ. 2429 กรมโทรเลขได้รับโอน กิจการโทรศัพท์ จาก กระทรวงกลาโหม มาดำเนินการ และขยายบริการ เปิดให้ประชาชนได้เช่าใช้เครื่องโทรศัพท์ ภายในกรุงเทพและธนบุรี เป็นครั้งแรก มี ผู้เช่าใช้บริการครั้งแรกทั้งสิ้น 61 ราย เป็นระยะทางของสายยาวประมาณ 86 กิโลเมตรหลังจากนั้นเกิดการรวมกันของกิจการเป็นที่มาของ กรมไปรษณีย์โทรเลข ดำเนินกิจการทั้งไปรษณีย์ โทรศัพท์ และโทรเลข ต่อมาในส่วนกิจการโทรศัพท์ ได้มีการแยกย่อยจนเกิด กองช่างโทรศัพท์ และเมื่อรูปแบบบริหารจัดการ แบบ รัฐวิสาหกิจ เริ่มต้นขึ้นในราวปลายทศวรรษ 2490 หน่วยงานนี้ก็ได้กลายมาเป็น องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (รัฐวิสาหกิจ) ในปี 2497 ส่วนกิจการไปรษณีย์อื่นๆ นอกเหนือไปจากโทรศัพท์ก็ได้เปลี่ยนโครงสร้างมาเป็นรัฐวิสาหกิจในภายหลังเช่นกันครับ ภายใต้ชื่อ การสื่อสารแห่งประเทศไทย (รัฐวิสาหกิจ) ในปี 2520และเมื่อมีแนวคิดแปรรูปองค์กรรัฐวิสาหกิจเป็นรูปแบบ บริษัทมหาชน ราวช่วงทศวรรษ 2540 องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ก็ได้กลายมาเป็น บริษัท ทศท คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ในปี 2545 และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT ในปี 2548 ส่วนการสื่อสารแห่งประเทศไทย ก็ได้แปรรูปกิจการโทรคมนาคม มาเป็น บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT Telecom เช่นกัน

flickr:5432831462
flickr:5432234819

ผลกระทบของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

•เกิดการแข่งขันเสรีในกิจการโทรคมนาคม
•ป้องกันการผูกขาดของตลาดกิจการโทรคมนาคม
•จำกัดสิทธิ์ในการประกอบกิจการโทรคมนาคมของบริษัทต่างชาติ
•การขออนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม มีความเป็นธรรมมากขึ้น
•ทำให้เกิดความเม่าเทียมทั้งผู้ให้บริการเดิมและผู้ให้บริการรายใหม่
•ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่ดี มีประสิทธิภาพในอัตราค่าบริการที่เหมาะสม
•ทำให้การสื่อสารแห่งประเทศไทย และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย สูญเสียรายได้จากค่าสัมปทานที่เคยได้รับจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม
•เป็นการกำหนดบทบาทหน้าที่ของ กทช. ที่ชัดเจน

การที่ต้องมีการร่วมกันเป็น กสทช เพราะในปัจจุบันเกิดการรวมกันของเทคโนโลยีที่เรียกว่า Convergence ทำให้ต้องร่วมกันของทั้งโทรศัพท์และโทรทัศน์

Wireless LAN

ปัจจุบันเทคโนโลยีเครือข่าย LAN แบบไร้สาย หรือ WLAN (Wireless LAN) กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากประโยชน์ของ WLAN มีอยู่มากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง WLAN สร้างความสะดวกและอิสระในการใช้งานและติดตั้งเครือข่าย เทคโนโลยี WLAN ทำให้การเชื่อมต่ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในบ้านหรือสำนักงานเข้าด้วยกันหรือต่อเข้ากับเครือข่ายไม่จำเป็นจะต้องใช้สายนำสัญญาณให้ยุ่งยากและดูเกะกะอีกต่อไป อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งแบบตั้งโต๊ะและพกพาสามารถเชื่อมต่อถึงกันหรือเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายจากตำแหน่งต่างๆ ที่อยู่ในรัศมีของสัญญาณได้อย่างอิสระ

เทคโนโลยีสำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ผ่านสื่อไร้สายที่รู้จักกันมีอยู่หลายเทคโนโลยีเช่น Bluetooth , IEEE 802.11, IrDA , HiperLAN, HomeRF, และ GPRS เป็นต้น แต่เทคโนโลยีที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดสำหรับ WLAN คือเทคโนโลยีตามมาตรฐาน IEEE 802.11 เนื่องจากอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN มีราคาไม่แพงนักและถูกลงเรื่อยๆ อีกทั้งมีสมรรถนะในการรับส่งข้อมูลค่อนข้างสูง ง่ายต่อการติดตั้งและใช้งาน IEEE 802.11 WLAN ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆและมีแนวโน้มว่าในอนาคตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ จะมีอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN ติดตั้งจากโรงงานหรือ Built-in มาด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ความง่ายและสะดวกต่อการติดตั้งและใช้งานของอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN ก็นำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยของเครือข่ายด้วยเช่นกัน อีกทั้งเทคโนโลยี IEEE 802.11 WLAN อยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น (ยังไม่ถึงจุดสมบูรณ์และอิ่มตัว) ทำให้ยังมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอีกมาก ดังนั้นผู้ที่เลือกใช้ IEEE 802.11 WLAN ควรมีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและตระหนักถึงช่องโหว่ต่างๆรวมถึงการรักษาความปลอดภัยอย่างเหมาะสม และทราบเกี่ยวกับมาตรฐาน IEEE 802.11 รวมถึงช่องโหว่และการรักษาความปลอดภัยสำหรับเครือข่าย IEEE 802.11 WLAN

flickr:5432932336

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมาตรฐาน IEEE 802.11

มาตรฐาน IEEE 802.11 ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2540 โดย IEEE (The Institute of Electronics and Electrical Engineers) และเป็นเทคโนโลยีสำหรับ WLAN ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุด คือข้อกำหนด (Specfication) สำหรับอุปกรณ์ WLAN ในส่วนของ Physical (PHY) Layer และ Media Access Control (MAC) Layer โดยในส่วนของ PHY Layer มาตรฐาน IEEE 802.11 ได้กำหนดให้อุปกรณ์มีความสามารถในการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 1, 2, 5.5, 11 และ 54 Mbps โดยมีสื่อ 3 ประเภทให้เลือกใช้ได้แก่ คลื่นวิทยุที่ความถี่สาธารณะ 2.4 และ 5 GHz, และ อินฟราเรด (Infarred) (1 และ 2 Mbps เท่านั้น) สำหรับในส่วนของ MAC Layer มาตรฐาน IEEE 802.11 ได้กำหนดให้มีกลไกการทำงานที่เรียกว่า CSMA/CA (Carrier Sense Multiple Access/Collision Avoidance) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับหลักการ CSMA/CD (Collision Detection) ของมาตรฐาน IEEE 802.3 Ethernet ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันทั่วไปในเครือข่าย LAN แบบใช้สายนำสัญญาณ นอกจากนี้ในมาตรฐาน IEEE802.11 ยังกำหนดให้มีทางเลือกสำหรับสร้างความปลอดภัยให้กับเครือข่าย IEEE 802.11 WLAN โดยกลไกการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) และการตรวจสอบผู้ใช้ (Authentication) ที่มีชื่อเรียกว่า WEP (Wired Equivalent Privacy) ด้วย

วิวัฒนาการของมาตรฐาน IEEE 802.11

มาตรฐาน IEEE 802.11 ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งอุปกรณ์ตามมาตรฐานดังกล่าวจะมีความสามารถในการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 1 และ 2 Mbps ด้วยสื่อ อินฟราเรด (Infarred) หรือคลื่นวิทยุที่ความถี่ 2.4 GHz และมีกลไก WEP ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับสร้างความปลอดภัยให้กับเครือข่าย WLAN ได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากมาตรฐาน IEEE 802.11 เวอร์ชันแรกเริ่มมีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำและไม่มีการรองรับหลักการ Quality of Service (QoS) ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้งกลไกรักษาความปลอดภัยที่ใช้ยังมีช่องโหว่อยู่มาก IEEE จึงได้จัดตั้งคณะทำงาน (Task Group) ขึ้นมาหลายชุดด้วยกันเพื่อทำการปรับปรุงเพิ่มเติมมาตรฐานให้มีศักยภาพสูงขึ้น โดยคณะทำงานกลุ่มที่มีผลงานที่น่าสนใจและเป็นที่รู้จักกันดีได้แก่ IEEE 802.11a, IEEE 802.11b, IEEE 802.11e, IEEE 802.11g, และ IEEE 802.11i

IEEE 802.11b
คณะทำงานชุด IEEE 802.11b ได้ตีพิมพ์มาตรฐานเพิ่มเติมนี้เมื่อปี พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีและใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด มาตรฐาน IEEE 802.11b ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า CCK (Complimentary Code Keying) ผนวกกับ DSSS (Direct Sequence Spread Spectrum) เพื่อปรับปรุงความสามารถของอุปกรณ์ให้รับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 11 Mbps ผ่านคลื่นวิทยุความถี่ 2.4 GHz (เป็นย่านความถี่ที่เรียกว่า ISM (Industrial Scientific and Medical) ซึ่งถูกจัดสรรไว้อย่างสากลสำหรับการใช้งานอย่างสาธารณะด้านวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และการแพทย์ โดยอุปกรณ์ที่ใช้ความถี่ย่านนี้ก็เช่น IEEE 802.11, Bluetooth, โทรศัพท์ไร้สาย, และเตาไมโครเวฟ) ส่วนใหญ่แล้วอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจะเป็นอุปกรณ์ตามมาตรฐาน IEEE 802.11b นี้และใช้เครื่องหมายการค้าที่รู้จักกันดีในนาม Wi-Fi ซึ่งเครื่องหมายการค้าดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นโดยสมาคม WECA (Wireless Ethernet Compatability Alliance) โดยอุปกรณ์ที่ได้รับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าเป็นไปตามมาตรฐาน IEEE 802.11b และสามารถนำไปใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ยี่ห้ออื่นๆที่ได้รับเครื่องหมาย Wi-Fi ได้

IEEE 802.11a
คณะทำงานชุด IEEE 802.11a ได้ตีพิมพ์มาตรฐานเพิ่มเติมนี้เมื่อปี พ.ศ. 2542 มาตรฐาน IEEE 802.11a ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า OFDM (Orthogonal Frequency Division Multiplexing) เพื่อปรับปรุงความสามารถของอุปกรณ์ให้รับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 54 Mbps แต่จะใช้คลื่นวิทยุที่ความถี่ 5 GHz ซึ่งเป็นย่านความถี่สาธารณะสำหรับใช้งานในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีสัญญาณรบกวนจากอุปกรณ์อื่นน้อยกว่าในย่านความถี่ 2.4 GHz อย่างไรก็ตามข้อเสียหนึ่งของมาตรฐาน IEEE 802.11a ที่ใช้คลื่นวิทยุที่ความถี่ 5 GHz ก็คือในบางประเทศย่านความถี่ดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้งานได้อย่างสาธารณะ ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยไม่อนุญาตให้มีการใช้งานอุปกรณ์ IEEE 802.11a เนื่องจากความถี่ย่าน 5 GHz ได้ถูกจัดสรรสำหรับกิจการอื่นอยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งของอุปกรณ์ IEEE 802.11a WLAN ก็คือรัศมีของสัญญาณมีขนาดค่อนข้างสั้น (ประมาณ 30 เมตร ซึ่งสั้นกว่ารัศมีสัญญาณของอุปกรณ์ IEEE 802.11b WLAN ที่มีขนาดประมาณ 100 เมตร สำหรับการใช้งานภายในอาคาร) อีกทั้งอุปกรณ์ IEEE 802.11a WLAN ยังมีราคาสูงกว่า IEEE 802.11b WLAN ด้วย ดังนั้นอุปกรณ์ IEEE 802.11a WLAN จึงได้รับความนิยมน้อยกว่า IEEE 802.11b WLAN มาก

IEEE 802.11g
คณะทำงานชุด IEEE 802.11g ได้ใช้นำเทคโนโลยี OFDM มาประยุกต์ใช้ในช่องสัญญาณวิทยุความถี่ 2.4 GHz ซึ่งอุปกรณ์ IEEE 802.11g WLAN มีความสามารถในการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดที่ 54 Mbps ส่วนรัศมีสัญญาณของอุปกรณ์ IEEE 802.11g WLAN จะอยู่ระหว่างรัศมีสัญญาณของอุปกรณ์ IEEE 802.11a และ IEEE 802.11b เนื่องจากความถี่ 2.4 GHz เป็นย่านความถี่สาธารณะสากล อีกทั้งอุปกรณ์ IEEE 802.11g WLAN สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ IEEE 802.11b WLAN ได้ (backward-compatible) ดังนั้นจึงมีแนวโน้มสูงว่าอุปกรณ์ IEEE 802.11g WLAN จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายหากมีราคาไม่แพงจนเกินไปและน่าจะมาแทนที่ IEEE 802.11b ในที่สุด ตามแผนการแล้วมาตรฐาน IEEE 802.11g จะได้รับการตีพิมพ์ประมาณช่วงกลางปี พ.ศ. 2546

IEEE 802.11e
คณะทำงานชุดนี้ได้รับมอบหมายให้ปรับปรุง MAC Layer ของ IEEE 802.11 เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานหลักการ Qualitiy of Service สำหรับ application เกี่ยวกับมัลติมีเดีย (Multimedia) เนื่องจาก IEEE 802.11e เป็นการปรับปรุง MAC Layer ดังนั้นมาตรฐานเพิ่มเติมนี้จึงสามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN ทุกเวอร์ชันได้ แต่อย่างไรก็ตามการทำงานของคณะทำงานชุดนี้ยังไม่แล้วเสร็จในขณะนี้ (พฤษภาคม พ.ศ. 2546)

IEEE 802.11i
คณะทำงานชุดนี้ได้รับมอบหมายให้ปรับปรุง MAC Layer ของ IEEE 802.11 ในด้านความปลอดภัย เนื่องจากเครือข่าย IEEE 802.11 WLAN มีช่องโหว่อยู่มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) ด้วย key ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คณะทำงานชุด IEEE 802.11i จะนำเอาเทคนิคขั้นสูงมาใช้ในการเข้ารหัสข้อมูลด้วย key ที่มีการเปลี่ยนค่าอยู่เสมอและการตรวจสอบผู้ใช้ที่มีความปลอดภัยสูง มาตรฐานเพิ่มเติมนี้จึงสามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN ทุกเวอร์ชันได้ แต่อย่างไรก็ตามการทำงานของคณะทำงานชุดนี้ยังไม่แล้วเสร็จในขณะนี้ (พฤษภาคม พ.ศ. 2546

IEEE 802.11n
เป็นมาตรฐานของเครือข่ายไร้สายที่คาดหมายกันว่า จะเข้ามาแทนที่มาตรฐาน IEEE 802.11a, IEEE 802.11b และ IEEE 802.11g ที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน โดยให้อัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลในระดับ 100 เมกะบิตต่อวินาที

ปัญหาของ WLAN คือ
1.Roaming
2.Security
3.Cost
ประโยชน์ของ WLAN (Wi-Fi) คือ มีความยืดหนุ่ยมากและการติดตั้งง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ แต่มีข้อเสีย คือถ้าเจอคลื่นความถี่ที่ใกล้เคียงกัน หรือเจอสิ่งกีดขวาง ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลจะลดลง

Wireless MAN
ครอบคลุมในระดับเมือง ประเทศ หรือทวีป เทคโนโลยีที่พูดถึงในปัจจุบัน คือ WiMax (IEEE 802.16) และต้องมีการขอใบอนุญาต มีใช้แล้วในบางประเทศ โดยใช้แทนพวก lease line

Wireless PAN
เป็นเครือข่ายส่วนบุคคล เช่น QR code , Bluetooth มีความสำคัญในแง่ของธุรกิจ คือ RFID อุตสาหกรรมที่นำมาใช้ เช่น รถไฟฟ้า , True

M-Commerce

M-Commerce เหมือนกับ E-Commerce ที่การทำธุรกรรมเกิดจากระบบเครือข่ายไร้สาย เช่น cellular phone , PDA และ โดยใช้ใน 3 area คือ การโฆษณา , shoping และการนำเสนอ
ข้อมูล
เช่น การเงิน การธนาคาร หรือ เอ็นเตอร์เท็นเม็นต์ และส่วนหนึ่งที่มีการเพิ่มเข้ามา คือ GPS ที่ช่วยในการนำทางได้ รวมทั้ง Mobile Application ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบของตลาด เช่น การตรวจร่างกายผ่านทางมือถือ
รูปแบบการจ่ายเงิน มี 3 รูปแบบ คือ
1.Micropayment system
2.Stored payment system
3.Mobile Wallets

L-Commerce รูปแบบการตลาดในรูปแบบใหม่ที่ข้อมูลของสินค้าถูกส่งไปให้ลูกค้าตามตำแหน่งที่ตั้ง เช่น Foursquare , Gowalla

Pervasive Computing
รูปแบบของทุกวัตถุมี IP adress ที่สามารถเชื่อมต่อทาง internet ได้ ไม่ว่าจะเป็น
Smart Home : การควบคุมอุปกรณ์ในบ้านผ่านทาง โทรศัพท์มือถือ
Smart Car : มีรถบางรุ่นที่สามรถเชื่อมต่อทาง internet
Smart Appliance