Android คือ ระบบปฏิบัติการ (OS) หรือแพลตฟอร์ม ที่จะใช้ควบคุมการทำงานบนอุปกรณ์อีเล็คทรอนิกส์ต่างๆ สำหรับโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์พกพาโดยใช้พื้นฐานของระบบปฏิบัติการลินุกซ์ นำมาพัฒนายูสเซอร์อินเตอร์เฟส (ส่วนติดต่อผู้ใช้) ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น ผ่านการแสดงผลในรูปแบบของเมนูหลัก ซึ่ง Android ประกอบด้วยระบบปฏิบัติการ ไลบรารี เฟรมเวิร์ค และซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่จำเป็นในการพัฒนา ซึ่งเทียบเท่ากับ Windows Mobile, Palm OS, Symbian, OpenMoko และ Maemo ของโนเกีย โดยใช้องค์ประกอบที่เป็นโอเพนซอร์สหลายอย่าง เช่น Linux Kernel, SSL, OpenGL, FreeType, SQLite, WebKit และเขียนไลบรารีเฟรมเวิร์คของตัวเองเพิ่มเติม ซึ่งทั้งหมดจะโอเพนซอร์ส ใช้ (Apache License)
ประวัติความเป็นมา
Android ก่อตั้งโดย Andy Rubin และ Chris White พวกเขาเริ่มจากการพัฒนา OS สำหรับกล้องดิจิตอล แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกัน Rich Miner ซึ่งขณะนั้นกำลังทำงานเกี่ยวกับ Microsoft Windows Mobile อยู่ที่ Orange Ventures ของ France Telecom ได้สังเกตเห็นอุปสรรคของธุรกิจ OEMS ที่อยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม การให้บริการยังไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง และระบบปฏิบัติการ Linux ยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะช่วยแก้ปัญหานี้เนื่องจากมี Linux แบบต่างๆ ถึง 20 รูปแบบโดยบริษัทที่แตกต่างกัน ไม่นานหลังจากที่ Miner พบกับ Rubin พวกเขาได้เริ่มเปิด OS ที่เหมาะกับโทรศัพท์มือถือมากกว่ากล้องดิจิตอล ใน Android
Rich Miner ผู้จัดการของกลุ่มโทรศัพท์ Google มองเห็นถึงการเข้ามาของ Android และสงสัยว่า Google และ OHA จะสามารถประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังไว้กับ Android ได้หรือไม่ เมื่อระบบ ecosystem ที่จะส่งผลให้เป็นแหล่งรวบรวมการใช้งานที่เต็มประสิทธิภาพ สามารถเล่นอินเตอร์เนตได้ ถูกใส่ลงใน Android smartphone แล้ว
แอนดรอยด์นั้น ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2007 โดยบริษัทกูเกิล จุดประสงค์ของแอนดรอยด์นั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากบริษัท Android Inc. ที่ได้นำเอาระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ (Linux) ซึ่งนิยมนำไปใช้งานกับเครื่องแม่ข่าย (Server) เป็นหลัก นำมาลดทอนขนาดตัว (แต่ไม่ลดทอนความสามารถ) เพื่อให้เหมาะสมกับการนำไปติดตั้งบนอุปกรณ์พกพา ที่มีขนาดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่จำกัด โดยหวังว่า แอนดรอยด์ นั้นจะเป็นหุ่นยนต์ตัวน้อย ๆ ที่คอยช่วยเหลืออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่พกพามัน ไปในทุกที่ ทุกเวลา
กูเกิลแอนดรอยด์ เป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของเจ้าแอนดรอยด์ เนื่องจากปัจจุบันนี้ บริษัทกูเกิล เป็นผู้ที่ถือสิทธิบัตรในตราสัญญาลักษณ์ ชื่อ และ รหัสต้นฉบับ (Source Code) ของแอนดรอยด์ ภายใต้เงื่อนไขการพัฒนาแบบ GNL โดยเปิดให้นักพัฒนา (Developer) สามารถนำรหัสต้นฉบับ ไปพัฒนาปรับแต่งได้อย่างเปิดเผย (Open source) เพื่อพัฒนามาตราฐานเปิด สำหรับอุปกรณ์มือถือ ลิขสิทธิ์ของโค้ดแอนดรอยด์นี้จะใช้ในลักษณะของซอฟต์แวร์เสรี ทำให้แอนดรอยด์มีผู้เข้าร่วมพัฒนาเป็นจำนวนมาก และพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันมีผู้ร่วมพัฒนากว่า 52 องค์กร ประกอบด้วยบริษัทซอฟท์แวร์ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ บริษัทผู้ให้บริการเครือข่าย และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ฯลฯ
โทรศัพท์เครื่องแรกที่สามารใช้งานระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ได้คือ HTC Dream ออกจำหน่ายเมื่อ 22 ตุลาคม 2008
รุ่นพัฒนาของแอนดรอยด์จะใช้รหัสชื่อเป็นชื่อขนมหวาน โดยมีตัวอักษรขึ้นต้นเรียงลำดับกัน
รุ่น รหัส ลินุกซ์ เคอร์เนล วันที่
- 1.5 Cupcake (คัพเค้ก) 2.6.27 30 เมษายน 2552
- 1.6 Donut (โดนัท) 2.6.29 15 สิงหาคม 2552 (SDK)
- 2.0/2.1 Éclair (เอแคลร์) 2.6.29 26 ตุลาคม 2552 (2.0)
12 มกราคม 2553 (2.1 SDK)
- 2.2 Froyo (โฟรโย) 2.6.32[7] 20 พฤษภาคม 2553 (SDK)
- 2.3 Gingerbread (จิงเจอร์เบรด) - คาดว่า ตุลาคม 2553
Android’s Business Model
Value Proposition
เหตุผลที่หลายฝ่ายเลือกที่จะใช้ระบบปฎิบัติการ Android จากกูเกิ้ลนั้น สามารถแยกพิจารณาได้ดังนี้
User (ผู้ใช้งาน)
• มือถือที่ใช้ Android นั้นมีให้เลือกหลากหลายทั้งจากทางบริษัทผู้ผลิตตัวเครื่องและผู้ให้บริการโทรศัพท์ หากดูในฝั่งของผู้ผลิตตัวเครื่องแล้ว Android มีหลายค่ายรองรับ ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็น Samsung, HTC, หรือ Motorola และในอนาคตอันใกล้ กำลังจะมี Acer, ASUS, Lenovo, Dell, NEC, Sharp, Toshiba และรายอื่นๆ ที่กำลังมองจ้องจะใช้ Android อยู่ ในส่วนของผู้ให้บริการโทรศัพท์ ที่อเมริกา ก็มีหลายค่ายรองรับมือถือ Android ไม่ว่าจะเป็น Verizon, T-Mobile, Vodafone, Sprint, AT&T, China Telecom, KDDI, และ Telefonica เมื่อเรามองแบบนี้แล้ว จะเห็นว่า แต่ละผู้ผลิต แต่ละค่าย จะต้องพัฒนามือถือ และบริการของตัวเอง ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ และตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ดังนั้นมือถือ และบริการบน Android จะถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ เดือน เพราะทุกคนเชื่อว่า ไม่มีมือถือเครื่องเดียว รุ่นเดียว อย่าง iPhone ที่จะตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้ทุกคน
• Android เป็นโอเพนซอร์ส (สามารถนำโปรแกรมไปแก้ไขได้อย่างอิสระ) ทำให้มีทางเลือกมาก และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้จะได้รับประโยชน์จากโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ ที่มีการพัฒนาตลอดเวลาจากนักพัฒนาโปรแกรมทั่วโลก และเนื่องจากความเป็นมาตรฐานเปิด ทำให้ไม่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ เชื่อว่า แอพฯที่เราไม่เคยคาดคิดว่า มันจะอยู่ในมือถือได้ จะมีให้เห็นเมื่อสมาร์ทโฟนที่ใช้แอนดรอยด์แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ
Manufacturer (ผู้ผลิต)
• การใช้แอนดรอยด์เป็นระบบปฏิบัติการให้กับสมาร์ทโฟน จะทำให้ต้นทุนของมือถือต่ำลงกว่าใช้โอเอส
ระบบปิดที่ต้องเสียค่าไลเซนส์ โลคอลแบรนด์ทั้งหลายจึงเลือก หันมาใช้ระบบปฏิบัติการ Android นอกจากต้นทุนต่ำลงแล้วยังทำให้มาตรฐานตัวเองสูงขึ้นด้วย
Developer (นักพัฒนา)
• การเป็นโอเอสระบบเปิดของลินุกซ์ ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงซอร์สโค้ดของแอนดรอยด์ เพื่อปรับปรุงระบบการทำงานของมันให้ดีขึ้นทำให้มันมีนักพัฒนามากมายที่พร้อมจะทำให้โอเอสแข็งแรง ตลอดจนแอพพลิเคชันต่างๆ
• มีความรวดเร็วในการอนุมัติโปรแกรมง่ายกว่า เช่น ก่อนที่โปรแกรมบน iPhone จะขึ้นไปแสดงอยู่ใน App Store ได้ต้องผ่านการอนุมัติจากบริษัท Apple เสียก่อน ซึ่งบางทีต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ Apple เองมีกฏที่เข้มงวดสำหรับโปรแกรมที่จะนำมาใช้บน iPhone เช่น ไม่อนุญาตโปรแกรมที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเสียเอง (API) หรือไม่อนุญาตโปรแกรมที่ทำงานซ้ำซ้อนกับโปรแกรมที่มีอยู่แล้วของ Apple เอง เป็นต้น ส่วน Android เป็นระบบที่เปิด คุณไม่จำเป็นต้องเอาโปรแกรมไปใส่ใน Android Market จะเขียนโปรแกรมแล้วขายเองเลยก็ได้ หรือจะเขียนเพื่อใช้เฉพาะกลุ่มก็ทำได้โดยไม่ต้องขอใครอนุมัติ
Revenue Model
Google นั้นเหมือนกับแจกเจ้าระบบ Android นี้ออกไปฟรีๆ เพื่อให้บริษัทผลิตโทรศัพท์มือถือใส่เข้าไปในเครื่องของตนเอง วัตถุประสงค์แรกเริ่มนั้นไม่ใช่เพื่อทำกำไรจากระบบปฏิบัติการดังกล่าว แต่เป็นการทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต และสามารถค้นหาข้อมูลด้วย Google ผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้ง่ายขึ้น หรือกล่าวได้ว่าถ้าหากว่ามีคนที่ใช้ android phone เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อใช้ mobile search หรือ Google Maps ที่มีโฆษณาของกูเกิ้ลจะทำให้รายได้ของกูเกิ้ลเพิ่มขึ้นด้วยนั่นเอง
Market Opportunity
ในอนาคต Android จะถูกนำไปใช้ไม่เพียงแต่ ในมือถือ Smartphone หรือใน tablets แต่ยังถูกนำไปใช้ใน ทีวีที่เชื่อมอินเตอร์เน๊ต (connected TVs), ในอุปกรณ์ประชุมทางไกล (conference systems อย่างของ Cisco’s TelePresence), ในเครื่องเสียง stereos, ในตู้เย็น, หรือในรถยนต์ และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้า Google พัฒนา Android อย่างถูกทางแล้วล่ะก็ การจะเห็น Android เป็นเหมือนระบบปฏิบัติการในอนาคตอย่างแน่นอน
Competitive Environment
มีการแข่งขันที่สูงมากในตลาดโทรศัพท์มือถือ และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทำให้มีการพัฒนา OS บนสมาร์ทโฟนจากหลายคู่แข่งในตลาด รายชื่อระบบปฏิบัติการของสมาร์ตโฟนที่เป็นนิยม ได้แก่
• ซิมเบียน (Symbian)
• แบล็กเบอร์รีโอเอส (BlackBerry OS)
• แอนดรอยด์ (Android)
• ไอโอเอส (iOS)
• วินโดวส์โมบาย (Windows Mobile)
• บาดา (Bada)
• เว็บโอเอส (webOS)
• มีโก (MeeGo)
Competitive Advantages
ข้อได้เปรียบทางการเเข่งขันของ Android สามารถแยกเป็นประเด็นได้ดังนี้
• เป็นระบบปฏิบัติการที่สามารถทำงานได้บนหลายอุปกรณ์ เเละหลายผู้ให้บริการเครือข่าย
• นักพัฒนา Application สามารถสร้างสรรค์ Application ต่างๆออกมาได้อย่างอิสระ
• ราคา การกำเนิดของแอนดรอยด์ช่วยตอบสนองความเป็นสมาร์ทโฟนในราคาที่ไม่แพงเกินไปนักได้อย่างคุ้มค่า(หากเทียบราคาโดยเฉลี่ยจะไม่สูงมากนัก) ผู้ใช้เลยสามารถเลือกซื้อได้ตามกำลังทรัพย์
Marketing Strategy
Google ใช้กลยุทธ์สร้าง Ecosystem ของ Google phone (Gphone) ขึ้นมาแทนการสร้างอุปกรณ์ Gphone ของตัวเอง โดยยกหน้าที่การพัฒนา Hardware ให้กับพันธมิตร และหน้าที่ในการพัฒนา Application ให้กับนักพัฒนาภายนอก โดยเปิด API ของตัวระบบอย่างเต็มที่ด้วยความที่เป็น open source
Google ใช้กลยุทธ์ Ecosystem โดยการชักชวนบริษัทที่มีชื่อเสียงในด้านต่างๆมาเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ Google เพื่อที่จะได้มีโทรศัพท์มือถือจำนวนมากจากหลายค่ายที่รองรับ Android
นอกจากนี้ Google ปล่อย Google App Inventor เครื่องมือที่จะทำให้ทุกคนสามารถสร้าง App สำหรับ โทรศัพท์ Android ได้ โดยที่เครื่องมือตัวนี้น่าจะเป็นกลยุทธ์เด็ดที่ Google ตั้งใจจะใช้เพื่อดึง developer ให้หันมาพัฒนา Apps สำหรับ Android กันมากขึ้น เครื่องมือตัวนี้เปิดให้ผู้ที่สนใจใช้งานได้ถึงแม้ว่าผู้นั้นจะไม่มีความรู้เรื่อง Coding การสร้าง Apps จะใช้หลักการ Drag and Drop โดยที่ผู้ใช้เพียงลากปุ่มและแบบฟอร์มต่างๆไปปล่อยในหน้าต่าง Application จากนั้นก็ link เสียงและรูปภาพไปกับตัว App เพื่อเพิ่มความน่าใช้งาน
Organization Development
แม้ว่า Google ได้เติบโตขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่เริ่มเปิดดำเนินการ แต่ก็ยังคงรักษาบรรยากาศของการเป็นบริษัทขนาดเล็ก ความมุ่งมั่นในการสร้างนวัตกรรมของกูเกิ้ลขึ้นอยู่กับการที่ทุกคนรู้สึกสบายใจที่จะแบ่งปันไอเดียและความคิดเห็นต่างๆแก่ผู้อื่น พนักงานทุกคนล้วนมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้ และทุกคนล้วนสวมหมวกหลายใบ
เนื่องจากกูเกิ้ลเชื่อว่าชาว Google ทุกคนมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของบริษัทอย่างเท่าเทียมกัน จึงไม่มีใครลังเลที่จะถามคำถามกับ Larry Page หรือ Sergey Brin โดยตรงในการประชุมรวมประจำสัปดาห์ ("TGIF") หรือตบลูกวอลเลย์ข้ามเน็ตไปที่ผู้บริหารขององค์กร ไม่มีการเลือกปฏิบัติในการว่าจ้าง และกูเกิ้ลให้ความสำคัญกับความสามารถมากกว่าประสบการณ์
นอกจากบรรยากาศการทำงานที่เอื้ออำนวยให้มีการพัฒนาองค์กรแล้ว กูเกิ้ลยังมีนโยบาย Google’s 80/20 Innovation Model คือ พนักงานจะมีเวลา 1 ใน 5 ของเวลาทำงานทั้งหมดเพื่อทำงานในโปรเจคที่สนใจ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับงานหลักก็ได้ ซึ่งได้รับความสำเร็จมาแล้วกับ Gmail, Google News, AdSense และ Orkut ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีความคิดสร้างสรรค์ และได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
Management Team
Larry Page ผู้ร่วมก่อตั้ง และเป็นประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ และ Sergey Brin ประธานฝ่ายเทคโนโลยีได้ทำให้ Google เป็นที่รู้จักในเดือนกันยายน 1998 จากนั้นบริษัทได้ขยายตัวโดยมีพนักงานกว่า 10,000 คนทั่วโลก พร้อมด้วยทีมผู้บริหารที่แสดงถึงประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมากที่สุดในอุตสาหกรรม Eric Schmidt ร่วมงานกับ Google ในฐานะประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารในปี 2001
กูเกิ้ลจะมีการเปลี่ยนผุ้บริหาร โดยการดำรงตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร หรือตำแหน่งซีอีโอของอีริค ชมิดท์ ซึ่งเข้ามาร่วมงานกับกูเกิ้ล เมื่อปี 2001 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 4 เมษายนนี้ โดย นายแลรี เพจ ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิ้ลจะขึ้นมาทำหน้าที่แทน และนายชมิดท์ จะเข้าไปดูแลงานด้านการติดต่อกับลูกค้า หุ้นส่วนธุรกิจ รวมทั้งหน่วยงานของรัฐ และการระดมความคิดของผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อนำมาปรับปรุงงานของกูเกิ้ล
Android’s SWOT Analysis
STRENGTHS: จุดเด่นหรือจุดแข็ง
จุดเด่นของ Android นั้นอยู่ที่การออกแบบระบบปฏิบัติการมาให้มีความสามารถได้ใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์พกพาขนาดย่อมที่ทำงานได้บนโทรศัพท์มือถือ โดยยังคงเรื่องความคล่องตัวในการใช้งานที่ค่อนข้างมาก โดยจุดเด่นของ Android ยังสามารถแจกแจงรายละเอียดได้ดังนี้
• Open Source
Android นั้นเป็นแบบระบบเปิด (open source) คือ เปิดโอกาสให้บริษัทและนักพัฒนาสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างระบบปฏิบัติการได้ด้วย และยังไม่จำกัดการใช้งานเฉพาะบนโทรศัพท์มือถือจากค่ายใดค่ายหนึ่ง นั่นทำให้เราจะได้เห็น Android จากผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือเกือบทุกราย ต่างจาก iPhone หรือ BlackBerry ที่ใช้ระบบปิด ทำให้มีโทรศัพท์มือถือออกมาจากค่ายใดค่ายหนึ่งเพียงค่ายเดียว
แม้วันนี้ iPhone จะเป็นจ้าวแห่งแอพพลิเคชันบนมือถือ แต่เชือว่า ด้วยความเป็นมาตรฐานเปิด จะทำให้มีนักพัฒนามากมายจากทั่วโลกให้ความสนใจที่จะทำแอพฯบน Android ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ผู้ใช้จะมีทางเลือกในการใช้แอพฯมากขึ้น โอกาสเติบโตของแอพพลิเคชันบนนี้จึงไม่มีข้อจำกัดเหมือน iPhone ที่ต้องผ่านการพิจารณาจาก Apple เท่านั้น
• Personalization
สำหรับผู้ใช้ระดับแอดแวนซ์ ความต้องการในความสามารถของการปรับแต่งการทำงานได้อย่างยืดหยุ่นจะอยู่ในอันดับต้นๆ ในขณะที่ iPhone จะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้มีโอกาสปรับแต่งการทำงานน้อยมาก แม้กระทั่ง interface ของการทำงาน ในขณะที่ OS มือถือทีเป็น Open Source จะมีช่องทางในการปรับแต่งการทำงาน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ และความถนัดในการใช้งานของผู้ใช้ได้มากกว่า
• Connectivity
ประเด็นนี้ไม่ได้หมายถึงการเชื่อมต่อกับเครือข่าย 3G, EDGE หรือ WiFi แต่เป็นเรื่องของการเชื่อมต่อการทำงานร่วม (sync) กับพีซี หากเป็น iPhone ทุกอย่างต้องทำผ่าน iTunes ความพยายามที่จะทำอะไรนอกแอพพลิเคชันตัวนี้ อาจทำให้ต้องเผชิญกับสิ่งไม่คาดฝัน ในขณะที่มือถือที่ใช้ OS ระบบเปิด คอมพิวเตอร์จะมองเห็นเป็น Storage ตัวหนึ่งที่สามารถเข้าไปจัดการได้อย่างง่ายดาย
• Price
การใช้ Android เป็นระบบปฏิบัติการให้กับสมาร์ทโฟน จะทำให้ต้นทุนของมือถือต่ำลงกว่าใช้ OS ระบบปิดที่ต้องเสียค่า License ดังนั้นราคาของมือถือ Android จึงมีแนวโน้มที่จะถูกกว่าสมาร์ทโฟนของเจ้าอื่นๆ อย่างแน่นอน
• Google Integration
แอพพลิเคชันบน Google ส่วนใหญ่จะทำงานร่วมกับ Android ได้ราวกับเป็นเนื้อเดียว ซึ่งครอบคลุมถึง Gmail, Google Talk, Google Maps และ Google Search Engine สำหรับการใช้บริการ Gmail บนมือถือ Android จึงง่ายมาก ผู้ใช้ไม่ต้องเปิดแอพฯ เพื่อรอโหลด Gmail เหมือนสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ เพราะเมลล์ client อยู่ในระบบปฏิบัติการ พอเปิดแอพฯปุ๊บก็รับเมล์ได้ทันที
• Developer
ข้อนี้แทบไม่ต้องอธิบายอะไรมาก นักพัฒนากลุ่ม Open Source มีอยู่ทั่วโลก ต่างพร้อมที่จะพัฒนาสร้างสรรค์แอพพลิเคชันใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยไม่ย่ำอยู่กับที่ และที่สำคัญคอยรับฟังเสียงเรียกร้องของความต้องการจากผู้ใช้เป็นหลักในการพัฒนาสร้างสรรค์แอพฯใหม่ๆ ซึ่งมาตรฐานเปิดของ Android จะทำให้นักพัฒนาอยากทำให้มือถือทำอะไรได้มากกว่าที่เราได้ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัย นอกจากนี้การเขียนโปรแกรมบน Android ทำได้ง่าย เพราะภาษาที่ใช้นั้นเป็นภาษา Java ซึ่งเป็นภาษาเชิงวัตถุ ทำให้รูปแบบไวยากรณ์ของภาษาใช้งานได้ง่าย สะดวกแก่ผู้ที่เริ่มพัฒนา Application
• Creativity
ประเด็นนี้จะเป็นผลต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว เนื่องจากความเป็นมาตรฐานเปิด ทำให้ไม่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ เชื่อว่า แอพฯที่เราไม่เคยคาดคิดว่า มันจะอยู่ในมือถือได้ จะมีให้เห็นเมื่อสมาร์ทโฟนที่ใช้ Android แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น การมีเว็บเซิร์ฟเวอร์บนมือถือ หรือ CMS เก่งๆ ตลอดจนระบบรักษาความปลอดภัยที่ใช้ Biometric ความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้แล้ว มันยังช่วยให้บริษัทผู้ผลิตมือถือมีโอกาสพัฒนาต่อยอดได้อีกมากมายอีกด้วย
WEAKNESSES: จุดด้อยหรือจุดอ่อน
ถึงแม้ความเป็น Open source จะมีข้อดีในหลายๆข้อ แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อเสียเช่นกัน ดังนี้
• Diversity
Android เป็น Open source ที่เปิดกว้างให้ผู้พัฒนาสามารถเอาไปพัฒนาไปในแบบของตัวเองได้อย่างเต็มที่ จนทำให้รูปแบบที่ออกมามีหลากหลายจนเกินไป ผู้ใช้ Android จึงมีความสับสนว่า Android Application ที่รู้จักนั้น จะสามารถใช้กับโทรศัพท์มือถือ Android OS ของตัวเองได้หรือไม่ นอกจากนั้นความหลากหลายของ Smartphone โดยผู้ผลิตแต่ละราย แอปพลิเคชั่นบางประเภทยังไม่สามารถใช้งานข้ามรุ่นโทรศัพท์ได้ดีนัก
• Security
ด้วยความเป็น Open source จึงเป็นข้อเสียที่ทำให้ความปลอดภัยในตัวระบบมีค่อนข้างน้อย เนื่องจากเหล่า Hacker สามารถล่วงรู้ Source Code ของตัว Android ได้ทั้งหมด ทำให้ง่ายต่อการเจาะระบบ อีกทั้งขาดการตรวจสอบแอพพลิเคชั่นเมื่อมีการอัพโหลดจากนักพัฒนา และขาดการป้องกันการสอดแนม
• Developer persuasion
ส่วนใหญ่ของแอพจาก android market ยังเป็นฟรีแอพพลิเคชั่น ซึ่งรายได้สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์จากโมเดลนี้จะมาจากค่าโฆษณาที่ขึ้นอยู่ในตัวแอพพลคิชั่น ในขณะที่แอพพลิเคชั่นส่วนใหญ่ของ iPhone คือแอพพลิเคชั่นเสียเงินดังนั้นรายได้จะมาจากการขายแอพพลิเคชั่นโดยตรง ซึ่งนักพัฒนาซอฟต์แวร์จะได้รายได้ 70 เปอร์เซ็นต์ การที่ Application เกือบจะเกินครึ่งของจำนวน Application ทั้งหมดเป็นโปรแกรมฟรี อาจจะไม่สามารถดึงดูดตัวของนักพัฒนาได้นานนัก ปัจจุบันแอพพลิเคชั่น
OPPORTUNITIES: โอกาส
ปัจจุบันเราได้เห็นการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นของผู้ผลิตเครื่องโทรศัพท์มือถือระหว่างแพลตฟอร์มจากค่ายต่างๆ ซึ่งผลประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็ตกอยู่กับผู้ใช้งาน (User) แต่หากเครื่องสมาร์ทโฟนดีโดยลำพังคงไม่ส่งผลให้กระแสการใช้งานสมาร์ทโฟนแรงอย่างในปัจจุบันนี้ แต่เหตุผลที่ทุกคนหันมาใช้สมาร์ทโฟนกันมากขึ้นเนื่องจากรูปแบบการทำธุรกิจของสมาร์ทโฟนได้เปลี่ยนจากการขายสินค้า (product) มาสู่การขายบริการ (service) ซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่นี้ทำให้การตอบรับสมาร์ทโฟนถึงได้เติบโตแบบก้าวกระโดด
เริ่มจากการปฏิวัติรูปแบบการขายเครื่องโทรศัพท์ของสตีฟ จ๊อบ ที่เปลี่ยนจากการขายสินค้าคือเครื่องโทรศัพท์มาเป็นการขายบริการคือแอพพลิเคชั่นจำนวนมหาศาลที่จะตอบโจทย์ทุกความต้องการใช้งานในทุกรูปแบบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร นักเรียน นักศึกษา นักธุรกิจ แม่บ้าน นักบริหาร เป็นต้นคุณก็จะเจอแอพพลิเคชั่นที่ตรงกับความต้องการของคุณอย่างแน่นอน เพราะในตลาแอพพลิเคชั่น ได้เตรียมแอพพลิเคชั่นไว้รอการใช้งานมากถึงกว่า 200,000 รายการ ซึ่งจำนวนแอพพลิเคชั่นก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
การใส่นวัตกรรมบริการ (Service Innovation) เข้ามาในสินค้าของแอปเปิลเป็นตัวกระตุ้นให้ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Google เองก็เดินตาม เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่ารูปแบบการทำธุรกิจของสมาร์ทโฟนแพลตฟอร์มแอนด์ดรอยด์ (Android) ที่ทีตลาดแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า “มาร์เก็ต” (Market) นั้นละหม้ายคล้ายคลึงกับตลาดแอพพลิเคชั่นของ iPhone ที่ชื่อว่า (iTune) สิ่งที่ต้องแข่งขันกันนอกจากจะพยายามพัฒนาเครื่องโทรศัพท์ของตนให้มีฟีเจอร์และฟังก์ชั่นล้ำกว่าแล้วคงปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองค่ายคงจะต้องแข่งขันกันสร้าง “บริการ” หรือแอพพลิเคชั่นให้มากพอและตรงใจพอกับความต้องการของปริมาณลูกค้าที่ครอบครองเครื่องสมาร์ทโฟนนั่นเอง และนี่คือ โอกาสการตลาดของ OS ค่ายต่างๆ รวมทั้งเหล่านักพัฒนาแอพพลิเคชั่นทั่วโลก
อย่างไรก็ดีแม้ว่าโมเดลตลาดแอพพลิเคชั่นนี้จะเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง แต่ทว่าโมเดลตลาดแอพพลิเคชั่นก็เป็นโมเดลที่เปิดโอกาสความสำเร็จให้กับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ค่อนข้างมาก เพราะว่าหากแอพพลิเคชั่นไหน “เข้าตา” หรือ “โดนใจ” ผู้ใช้งานแล้วสามารถสร้างจำนวนการดาวน์โหลดได้มหาศาลก็จะสามารถสร้างได้รายได้ให้กับนักพัฒนารายนั้นได้อย่างมากเช่นเดียวกัน
จากตัวเลขด้านล่าง จะเห็นได้ว่ามีผู้ใช้งาน Smart phone มากขึ้นในทุกๆพื้นที่ทั่วโลกเนื่องจากลักษณะการใช้ชีวิตที่ต้องการอัฟเดทข้อมูลข่าวสารทุกที่ทุกเวลาผ่าน smart phone ซึ่งมีความสะดวกสบายมากกว่าการใช้ handheld computer ด้วยเหตุนี้ถ้า Android ได้ถูกพัฒนาไปได้อย่างถูกทิศทาง จะนับได้ว่าเป็นโอกาสที่จะสร้างรายได้ให้กับ Google ตามมา
นอกจากตลาดของสมาร์ทโฟนที่กล่าวมา Android ยังมีโอกาสที่จะบุกตลาด Tablet และ e-book ซึ่งนับว่าเป็นตลาดที่หลายค่ายจับตามองและมีแนวโน้มในการเติบโตสูงเช่นกัน ซึ่งถ้าพิจารณาแล้ว Android มีโอกาสในการเจาะตลาดกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาได้ดีกว่าเนื่องจากการใช้ open source ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำส่งผลให้ราคาของ product ที่ใช้ Android OS ถูกกว่าค่ายอื่น นอกจากนี้ Android ยังมีโอกาสในการพัฒนาไปใช้ในอุปกรณ์ Electronic ต่างๆ (Embedded electronic devices) เนื่องจากในอนาคตเทคโนโลยีจะถูกพัฒนาไปอีกมากหรือที่เรียกว่า Smart Technology โดยอุปกรณ์ Electronic จะสามารถเชื่อมต่อกับ internet ได้
THREATS: อุปสรรค
เนื่องจากมีการแข่งขันที่สูงมากบนตลาด OS ซึ่งเชื่อว่าหลายค่ายจะไม่ยอมหยุดอยู่กับที่และพยายามพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น iOS จาก Apple หรือ Blackberry ที่พยายามเพิ่ม market share และมีจุดแข็งอยู่ที่การสนับสนุนการใช้งานในองค์กรต่างๆ (enterprise market)
ความเป็น Open source นั้นอาจได้รับการต่อต้านจากบริษัทผู้ผลิตด้วยสาเหตุที่ว่า บางผู้ผลิตอาจรู้สึกว่าการที่นำ android เข้ามาใช้ซึงผู้ใช้สามารถปรับแต่งการใช้งานได้นั้น อาจส่งผลให้ Application เดิมที่เคยมีหมดค่าไป อีกทั้งโทรศัพท์ที่ออกมาอาจจะไม่มีลักษณะพิเศษเมื่อเทียบกับโทรศัพท์รุ่นอื่นๆที่ใช้ Android เช่นเดียวกัน และผู้ผลิตยังมีความกังวลอีกว่าจะมีผู้ผลิตโทรศัพท์รายใหม่เข้ามาในตลาดมากขึ้น เนื่องจากการที่ใช้ Android ซึ่งเป็น Free license ส่งผลให้มีคู่แข็งในตลาดมากขึ้น เพราะปกติแล้ว license จะเป็น barrier ตัวหนึ่งสำหรับผู้ที่จะเข้ามาในตลาดผู้ผลิตนี้
นอกจากนั้นต้องยอมรับว่าการเลือกใช้ Android จะต้องมีบริการของ google ติดมากับโทรศัทพ์ด้วยซึ่งจุดนี้อาจทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายลังเลที่จะใช้ Android OS เนื่องจากเล็งเห็นว่าอาจเป็นการเสียรายได้บางส่วนไป ตัวอย่างเช่น Google Voice ซึงอนุญาติให้มีการส่ง text messaging ได้ฟรี ซึ่งส่งผลให้ทางผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้ text messaging ผ่านทางผู้ให้บริการเครือข่าย ซึ่งทำให้เจ้าของเครือข่ายเสียรายได้จากส่วนนี้ไป
แต่อุปสรรคชิ้นใหญ่อย่างหนึ่งของแอนดรอยด์ คือการโฆษณาโปรโมตสินค้า อาจกล่าวว่าแอปพลิเคชั่นที่ถูกพัฒนาบนแอนดรอยด์อาจยังไม่สามารถแข่งขันกับแอปพลิเคชั่นสโตร์ของแอปเปิล ที่ตอนนี้มีจำนวนกว่า 8.5 หมื่นแอปพลิเคชั่นได้ ถ้ากูเกิลไม่ลงทุนโฆษณาโปรโมต"แอนดรอยด์ มาร์เก็ต" หรือแหล่งรวม แอปพลิเคชั่นบนแอนดรอยด์ที่มีอยู่ประมาณ 1 หมื่นแอปพลิเคชั่น และท้ายสุดอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กูเกิลไม่ถึงเป้าหมายที่ต้องการ
Android’s Five Forces Analysis:
Threat of Entrants: Low
การที่ผู้ผลิตรายใหม่จะเข้ามาในตลาดของ OS บนโทรศัพท์มือถือนั้นค่อนข้างยากด้วยเหตุผลดังนี้
เงินลงทุนสูง รวมทั้งต้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ขนาดของ OS บนโทรศัพท์มือถือนั้นไม่ใหญ่เท่ากับ OS ที่ใช้บนคอมพิวเตอร์ แต่ OS บนโทรศัพท์มือถือนั้นต้องการ OS ที่มีเสถียรภาพสูง สิ้นเปลืองพลังงานน้อย และมีความยืดหยุ่นสูงเพื่อให้เข้ากับการปรับแต่งของผู้ผลิตและผู้ให้บริการที่หลากหลาย และเมื่อรวมเข้ากับฮาร์ดแวร์ทำให้ OS มีความซับซ้อนมากขึ้นในการพัฒนา มีเพียงบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทุนเพียงพอและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจึงจะสามารถเข้ามาแข่งในตลาดนี้ได้ ผู้ลงทุนหลักในตลาด OS ตัวอย่างเช่น
• Windows Mobile ซึ่งได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของ Window platform และ Microsoft มีรายได้ที่มั่นคงจาก Window รวมทั้ง office product อื่นๆ
• iPhone มีระบบ OS ที่มีโครงสร้างเดียวกันกับ Mac OS ที่ใช้บนคอมพิวเตอร์ของ Apple และ Apple มีรายได้ที่สูงจากความสำเร็จของ iPod
• Symbian OS ที่ได้มาจากระบบที่ใช้ใน PDA และมีการสนับสนุนโดยบริษัทโทรศัพท์มือถือที่ประสบความสำเร็จรวมทั้ง Nokia และ Ericsson
Switching cost ที่สูงสำหรับผู้ผลิตและผู้ให้บริการ
ถ้าผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ของโทรศัพท์มือถือต้องการเปลี่ยนระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์มือถือที่พวกเขาผลิต ต้องมีการร่วมมือกันกับบริษัทที่ทำ OS จากจุดเริ่มต้นของกระบวนการออกแบบของโทรศัพท์ พวกเขาต้องพัฒนาไดร์เวอร์สำหรับฮาร์ดแวร์ที่จะใช้ในโทรศัพท์นั้นและตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบปฏิบัติการจะทำงานได้บนโทรศัพท์นั้น มีอายุการใช้งานของแบตตอรี่ตามที่ได้ออกแบบไว้ ความแรงของสัญญาณและอื่นๆ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับผู้ให้บริการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาที่ผู้ให้บริการมีข้อกำหนดที่ค่อนข้างเข้มงวดในการออกแบบส่วน Interface ของโทรศัพท์ ซึ่งการลงทุนในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุความต้องการเหล่านี้ส่งผลให้เพิ่มค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงไปใช้ ระบบ OS อื่นๆ
ใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้พอสมควรสำหรับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และนักพัฒนาซอฟต์แวร์
คู่แข่งที่สำคัญในตลาดอ้างว่ามีการออกแบบรูปแบบที่ดีซึ่งสะดวกในการพัฒนา แต่จากการสัมภาษณ์ผู้พัฒนา Application พบว่ายังคงมีความไม่พอใจกับการมีเอกสารและ SDK ที่ไม่พอเพียง ส่งผลให้ไม่สะดวกต่อการพัฒนา
วิศวกรอาวุโสในวอลคอมม์ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปเซ็ตสำหรับโทรศัพท์มือถือได้ให้สัมภาษณ์ว่าโทรศัพท์มือถือต้องมีการปรับอย่างมากเพื่อประหยัดการใช้พลังงาน ซึ่งการเรียนรู้สำหรับผู้ผลิตระบบปฏิบัติการที่จะออกแบบระบบปฏิบัติการที่ง่ายต่อการใช้งาน รวมทั้งการเรียนรู้สำหรับผู้ใช้ระบบปฏิบัติการยังถือว่าเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งสำหรับผุ้ที่จะเข้ามาในตลาด OS นี้
สิทธิบัตร
การจดสิทธิบัตรอาจเป็นตัวกั้นไม่ให้คู่แข่งเข้ามาในตลาด OS เช่น Apple ได้จดสิทธิบัตร multi- touch
เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการใช้งานแบบ multi-touch นี้ถือว่าเป็นจุดดึงดูดความสนใจให้ผู้ใช้งานหันมาใช้ iPhone ซึ่งมีลักษณะการใช้งานที่โดดเด่นและไม่ซ้ำใคร การจดสิทธบัตรจะช่วยป้องกันไม่ให้คู่แข่งมีการลอกเลียนแบบ
Threat of Substitute Products: Moderate
เน็ตบุ๊กที่มาพร้อมกับ 3G chip สามารถใช้เป็นโทรศัพท์และมีประสิทธิภาพมากกว่าสมาร์ทโฟนในการใช้ application ต่างๆ ถึงแม้ว่าจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าโทรศัพท์มือถือ แต่อาจจะคุ้มค่าสำหรับคนที่ต้องพกทั้งแล็ปท็อปและโทรศัพท์มือถืออยู่ตลอดเวลา
การลดต้นทุนและรวม Function การใช้งานเข้าด้วยกันของ ultra-mobile CPU ทำให้สามารถผลิตเน็ตบุ๊กที่มีขนาดเล็กและขายราคาถูกกว่าสมาร์ทโฟนบางรุ่น การรวมกันของ PC และสมาร์ทโฟนสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ผลิต PC รายใหญ่ เช่น HP, Toshiba และ Lenovo ได้รับการขายเน็ตบุ๊กพร้อมด้วย chip ในประเทศนิวซีแลนด์และ Dell กล่าวว่าจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันซึ่งมีการกำหนดเป้าหมายในราคาที่ต่ำ
Bargaining Power of Supplier: Moderate
การที่จะมีอำนาจเหนือ Supplier ได้นั้นจะต้องมีขนาดการผลิตที่ใหญ่และสินค้านั้นสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดได้มาก ซื้อ OS ที่ใช้ android นั้นมีอยู่มากมายหลายรุ่นหลายราคา ในตลาดทำให้มีชิ้นส่วนในการผลิตร่วมกันได้ไม่มาก ทำให้อำนาจในการต่อรองกับผู้ผลิตไม่สูงนัก และส่งผลให้โครงสร้างต้นทุนของวัตถุดิบอาจสูงกว่า (ในแง่ของชิ้นส่วน hardware)
Bargaining Power of Customers: High
ถ้าพูดถึงผู้ซื้อ (buyer/customer) ในระบบสมาร์ทโฟนนั้นประกอบไปด้วย การที่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์เลือกใช้ OS, ผู้ให้บริการเครือข่ายทำสัญญากับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์เพื่อจะใช้ OS นั้นๆ ผู้พัฒนาซอฟแวร์เลือกที่จะพัฒนาซอฟแวร์นั้นๆเพื่อใช้บน OS และสุดท้ายจบที่ผู้ใช้งาน (User) เลือกซื้อโทรศัพท์ซึ่งมี OS ต่างกัน
สำหรับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และผู้ให้บริการเครือข่าย ถึงแม้ว่าการจะเปลี่ยนไปใช้ OS ตัวอื่นจะส่งผลให้มี Switching cost แต่ก็คุ้มค่าที่เปลี่ยนไปใช้ OS ที่มี application ที่ดีกว่า เนื่องจากปัจจุบันมีการแข่งขันอย่างสูงมากในตลาดสมาร์ทโฟน ทำให้ผู้ผลิตรวมทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายได้กำไรไม่มากจากผู้ใช้งาน ซึ่งในจุดนี้อาจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตหันมาใช้ android เนื่องจากเป็น free license ส่งผลให้ต้นทุนลดลงและผู้ผลิตมีกำไรมากขึ้น
สำหรับผู้พัฒนา (Developer) นั้น รายได้จากการคิดและการขายซอฟแวร์นั้นมักขึ้นอยุ่กับความเป็นที่นิยมของ application store นั้นๆ ซึ่งอำนาจในการต่อรองของผู้พัฒนาถือว่าแตกต่างกันไป และการที่จะเข้าร่วมเป็นนักพัฒนาของ iOS ต้องเสียค่าเข้าร่วม $99 ในขณะที่ Android เสียค่าธรรมเนียม 25$
สำหรับผู้ใช้งาน (User) นั้นถือว่ามีอำนาจในต่อรองการซื้อขายที่สูงมาก เนื่องจากมีสามาร์ทโฟนจากหลายค่ายให้เลือก ทั้งในด้านของราคาและรูปลักษณ์ภายนอก แต่สิงที่ถือว่าสำคัญมากในปัจจุบันนั้นก็คือ Application ที่มากับ OS ต่างๆนั้น ผู้ใช้งานสามารถเลือกได้เพื่อให้ตรงกับความต้องการ โดยข้อมูลนั้นก็หาได้ไม่ยากตามสื่อต่างๆทั่วไป
Competitive Rivalry within Industry: Intensive
จากที่กล่าวมาแล้ว ตลาดของ Smartphone OS นั้นเติบโตขึ้นอย่างมากและมีการแข่งขันสูงเช่นกัน โดยผู้แข่งขันหลักในตลาดได้มีความพยายามสร้างกลยุทธ์ทาง Application store เพื่อสนองความต้องการของผู้ใช้งาน โดยแต่ละค่ายนั้นก็มีความแตกต่างกันในด้านของ revenue model และมีกลุ่มตลาดเป้าหมายที่ต่างกัน เช่น ทางด้าน Google นั้นพยายามที่จะลด Cost ของ OS โดยการเป็น open source โดยมีเป้าหมายที่จะให้ user เข้าถึง online search engine มากขึ้น ส่วน RIM นั้นมุ่งกลุ่มเป้าหมายหลักไปที่การใช้งานในกลุ่มธุรกิจและองค์กรต่างๆ
แต่อย่างไรก็ตามคู่แข่งในตลาดได้มีการปรับกลยุทธ์ของตนอย่างต่อเนื่องเพื่อดึงดูดลูกค้าในตลาด ยกตัวอย่างเช่น Apple ที่พยายามปล่อย feature เพื่อรับ push mail จาก mail server จากองค์กรธุรกิจเพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มธุรกิจและองค์กรต่างๆ อย่างที่ Blackberry เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว ซึ่งถือว่าทุกๆค่ายนั้นไม่มีการอยู่นิ่งที่จะพัฒนา OS ของตนให้โดนใจลูกค้าและเข้ากับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปได้มากขึ้น
รายชื่อคนตอบคำถาม
อุกฤษฏ์ 14
ธนดร 7
อภิชาติ 7
เอกวุฒิ 2
ธนิดา 1
นันทชพร 3
นิธิพงศ์ 1
วิวัฒน์ 3
ภัทรานิษฐ์ 2
สุภชัย 1
ขนิษฐา 1
ศิริพร 2
พักตา 2
รัฐธนา 2
ศุภพงษ์ 2
อนงค์ 1
สุกัญญา 1





