Knowledge Management
Knowledge Management หมายถึง คือ การรวบรวมความรู้ที่มีอยู่กระจัดกระจายในองค์กรมาจัดระบบ และ พัฒนาให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ โดยจัดช่องทางการเข้าถึงความรู้ให้สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึงเพื่อให้บุคลากรนำความรู้ ไปพัฒนาการ ปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด องค์กรที่ดีก็ควรจะมี Knowledge Base คือ มีการเก็บความรู้ต่างๆ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนภายในองค์กรหรือประยุกต์ใช้ในองค์กร
ความจำเป็นของ Knowledge Management ในองค์กร
ในปัจจุบัน Knowledge Management ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะสิ่งหนึ่งที่เป็นอำนาจแข่งขันหลักๆขององค์กร
ก็คือบุคลากรภายในองค์กร โดยเฉพาะคนที่มีความรู้ ความชำนาญ องค์กรที่ดีก็ควรจะนำความรู้เหล่านั้นมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเห็นได้ว่าสาเหตุหนึ่งที่ Knowledge Management เป็นเรื่องที่หลายองค์กรค่อนข้างให้ความสำคัญ เช่น กรณีที่มีการ lay off พนักงาน หรือเกษียณอายุงาน หรือมีการโยกย้ายไปทำงานกับองค์กรอื่น จะพบปัญหาว่า เมื่อบุคคลากรเหล่านั้นจากไป แล้วนำความรู้ ความชำนาญต่างๆที่ควรเก็บไว้ในองค์กรติดตัวไปด้วย
KeyIssue หลักการ คือ ทำอย่างไรที่จะเก็บรวบรวมความรู้เหล่านั้นไว้ในองค์กรให้ได้ โดยที่เมื่อคนเหล่านั้นออกจากองค์กรไปแล้ว ความรู้ก็ยังมีอยู่ในองค์กร
เป้าหมายหลักของ Knowledge Management คือนำความรู้ที่องค์กรได้สะสมมา แล้วนำมาจัดเก็บ เพื่อนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ซึ่งหลายองค์กรในประเทศไทย เช่น SCG, PTT ก็ให้ความสำคัญกับเรื่อง Knowledge Management เป็นอย่างมาก
Web-Based Knowledge portals
ปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทมากโดยเฉพาะ web Technology ที่สามารถในการจัดเก็บข้อมูล รวมไปถึงการเข้าถึงdata based ขององค์กร หรือข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คนในองค์กรสามารถเข้าถึงได้
ข้อแตกต่างของ Data, Information และ Knowledge
Date คือ ข้อเท็จเจริง ข้อความ หรือ ตัวเลขที่เกี่ยงกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ข้อมูลจะบอกเกี่ยวกับสภาพการณ์หรือสิ่งที่ปรากฏขึ้น ตัวอย่างเช่น อุณหภูมิที่อยู่ในห้องเรียน คือ 25 องศา
Information คือ ข้อมูลที่ถูกนำมาประมวลผล เป็นข้อมูลที่ถูกปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมาย หรืออยู่ในรูปของ unite of analysis เพื่อใช้วิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ผลรวมของค่าต่างๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ถูกนำมาประมวลผล จึงมีประโยชน์ในการตัดสินใจ เช่น ค่าเฉลี่ยอายุของนักศึกษา Y-MBA รุ่นที่ 30 อายุ 30 ปีโดยการนำอายุของนักศึกษามารวมกันแล้วหารจำนวนคน
Knowledge คือ การทำ information ไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ตัวเอย่างเช่น การรับนักศึกษา Y-MBA จะนำเอา information มาตั้งเป้าหมายและทำการประยุทธ์ใช้
Wisdom คือ ความรู้ ความสามารถ ทักษะและเทคนิคการตัดสินใจ ผลิตผลงานของบุคคล อันเกิดจากการสะสมองค์-ความรู้ทุกด้านที่ผ่านกระบวนการสืบทอด พัฒนาปรับปรุง และเลือกสรรมาแล้วเป็นอย่างดีสามารถแก้ไขปัญหา และพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทยได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย
ประเภทของ Knowledge แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ
1. Explicit Knowledge เป็นความรู้ที่อยู่ในรูปแบบที่เป็นเอกสาร หรือ วิชาการ อยู่ในตำรา คู่มือปฏิบัติงาน
2. Tacit Knowledge เป็นความรู้แบบชัดแจ้ง เป็นความรู้เชิงทฤษฏี เนื้อหาวิชาการ และข้อมูลต่างๆ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร อยู่ในรูปแบบต่างๆ เช่น หนังสือ เอกสาร กฎระเบียบ คู่มือปฏิบัติ วีดีโอ เทปบันทึกเสียง ไฟล์ในคอมพิวเตอร์
การแลกเปลี่ยน Tacit Knowledge ทำได้อย่างไร
Tacit Knowledge สามารถจะดึงออกมาเป็น Explicit Knowledge ได้ส่วนหนึ่งแต่ก็ไม่สามารถทำได้ทั้งหมด เนื่องจากความรู้นั้นๆ มันเข้าไปฝังตัวรวมกับบุคคลจากประสบการณ์ที่บุคคลๆ นั้นสะสมมาเป็นสิบๆ ปี เช่น เราอ่านหนังสือของไทเกอร์วูดส์แต่เราไม่สามารถเลียนแบบ downswing ของไทเกอร์วูดส์ได้ทั้งหมด เนื่องจาก downswing ของไทเกอร์วูดส์เกิดจากการซ้อมและสั่งสมประสบการณ์มานับเป็นสิบๆ ปี
ในแนวทางของการทำงานการแลกเปลี่ยนข้อมูลของ Tacit Knowledge มีความเป็นไปได้ยากมากในอดีต เพราะหมายถึง การต้องเข้าไปทำงานใกล้ชิดกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เช่น การมีพี่เลี้ยงฝึกงาน โดยเกิดขึ้นในลักษณะ One to One จึงจะสามารถแลกเปลี่ยน Tacit Knowledge จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ แต่ในส่วนนี้ IT จะเข้าไปมีบทบาทในการสร้าง Platform และกระบวนการที่สามารถเก็บความรู้ และบริหารความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เป้าหมายของ knowledge Management
คือ การที่องค์กรต้องนำความรู้ของ ทั้ง 2 รูปแบบ มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ ไม่ใช่เฉพาะ Explicit Knowledge อย่างเดียว ต้องรวมไปถึง Tacit Knowledge ด้วย
Learning Organization
คือ การที่องค์กรที่สามารถนำบทเรียนในอดีต ซึ่งมีการจัดเก็บในอดีต การเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต และนำ Solution ในอดีตมาประยุกต์ใช้กับปัจจุบันได้
ถ้าในองค์กรมี Learning Organization จะต้องมี Knowledge Based คือมีกระบวนการจัดเก็บความรู้ขององค์กร หรือบทเรียนต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในองค์กร ในกรณีที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกัน หรือที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว สามารถนำ Solution ในอดีตมาใช้แก้ไขปัญหาในปัจจุบันได้
เทคนิคของ Learning Organization จะต้องมีการจัดเก็บความรู้ในองค์กร มีการนำมาใช้บริหาร และนำมาตั้งรูปแบบตัวชี้วัด
Learning organization จะประกอบกิจกรรมหลัก 5 กิจกรรม
1.ต้องมีกระบวนการในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
2.ต้องมีกระบวนการในการสร้างกระบวนการทดลอง เช่น google ให้พนักงานทดลองทำสินค้าใหม่ๆ
3.ต้องมีกระบวนการเรียนรู้ข้อผิดพลาดในอดีต เพื่อที่จะไม่ทำผิดแบบเดิมซ้ำอีก
4.ต้องมีกระบวนในการเรียนรู้ base practice ของคนอื่นหรือคู่แข่ง
5.ต้องมีกระบวนการในการถ่ายทอดความรู้ให้กับคนในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง
After Action Reviws ซึ่งเป็นคำถามที่ได้มาจากกองทัพบกสหรัฐอเมริกา เป็นกฎเกณฑ์ในการทำงานของทหาร ทุกครั้งที่ทหารกลับมาจาการทำงานต้องทำรายงานโดยตอบคำถาม 4 ข้อ
1.อะไรที่มันควรจะเกิดขึ้น
2.อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
3.ทำไมมันมีความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นกับสี่งที่เกิดขึ้น
4.อะไรคือบทเรียน ที่เราสามารถจะเรียนรู้
ในส่วนของ Learning Organization สิ่งหนึ่งที่ต้องมีคือ Organization memory เป็นสิ่งที่องค์กรใช้ในการเก็บองค์ความรุ้ อาจจะใช้อีกคำหนึ่งคือ Knowledge repository ตรงนี้คือการที่ Knowledge Management เข้ามามีบทบาทเป็นองค์ความรุ้ขององค์กร
วัตถุประสงค์หลักของ Knowledge Management
• ทำให้ความรู้ในองค์กรที่มีการจัดเก็บไว้สามารถเข้าถึงได้ง่าย
• สร้างวัฒนธรรมให้คนในองค์กรเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งในหลายองค์กรอาจทำได้ยาก เพราะคนมักอยากจะเก็บความรู้ไว้กับตัวเอง และคนในองค์กรมองว่าเป็นการสูญเสียผลประโยชน์ หรือเพื่อเป็นการเพิ่มอำนาจในการต่อรอง ทำให้ความรู้ที่มีไม่สามารถถูกนำมาแลกเปลี่ยนและถูกนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• ต้องมีการสร้าง Knowledge Infrastructure ซึ่ง IT เข้ามามีบทบาท คือ สร้างโครงสร้างพื้นฐานของ Platform ในการให้พนักงานเข้ามาสร้างความรู้ เข้ามาแลกเปลี่ยนและเข้าถึงความรู้ได้ เช่น Platform ของ Wiki
• นำความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้
การเกิดขึ้นของ Knowledge Management
มีทฤษฏีที่อธิบายการเกิดขึ้นของ Knowledge Management ซึ่งเป็น Five Force ของ Knowledge Management ก็ว่าได้ คือจะบอกความสัมพันธ์ของ Tacit และ Explicit คือ ทฤษฏี Nonaka ซึ่งเป็นพื้นฐานของ Knowledge Management
Nonaka Model
เป็น Model ที่ระบุการเกิดขึ้นของความรู้ในองค์กร Nonaka บอกว่าความรู้ขององค์กรสามารถเกิดขึ้นหลังจากการปฏิสัมพันธ์กันในหลายๆรูปแบบ ที่ทำให้เกิดความรู้ขึ้นมา ตามแผนภาพ

ที่มา www.softbizplus.com
Nonaka Model แบ่งการแลกเปลี่ยนความรู้ออกเป็น 4 วิธี คือ
1.Socialization เป็นการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้จาก Tacit Knowledge สู่ Tacit Knowledge คือจากคนไปสู่คน โดยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงของผู้สื่อสารระหว่างกัน อาจอยู่ในรูปการพูดคุยระหว่างกันอย่างไม่เป็นทางการ รูปแบบการประชุมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิธีแก้ปัญหาในงาน การสอนงานระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง ซึ่งทำให้เกิดความรู้จาก Tacit หนึ่ง ไปสู่อีก Tacit หนึ่ง เช่น VDO conference
2.Externalization เป็นการดึงความรู้จาก Tacit Knowledge ออกมาเป็น Explicit Knowledge คือดึงความรู้จากภายในบุคคลถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ตำรา คู่มือปฏิบัติงาน ข้อดีของ Explicit Knowledge คือสามารถแลกเปลี่ยนให้กับคนจำนวนมากได้ เช่น การเล่น Twitter เมื่อเราทำการ Tweet จะเป็น Externalization
3.Combination เป็นการรวบรวมความรู้ที่ได้จาก Explicit Knowledge ออกมาเป็น Explicit Knowledge คือ รวบรวมความรู้จากหนังสือ ตำรา Explicit Knowledge มาสร้างเป็นความรู้ประเภท Explicit Knowledge ใหม่ๆ เช่น เวลามีเพื่อนในกลุ่มมาต่อยอดเม้นใน Twitter เรื่อยๆจะเป็น Combination
4.Internalization เป็นการนำความรู้จาก Explicit Knowledge กลับเข้าไปเป็นความรู้ Tacit Knowledge คือ การนำความรู้ที่เรียนรู้มาไปปฏิบัติจริง เช่นหัวหน้างานเขียนคู่มือการปฏิบัติงาน และลูกน้องอ่านแล้วสามารถทำงานได้ จะเกิดเป็นความรู้ประสบการณ์อยู่ในตัวลูกน้อง
บทบาทของ IT ใน Knowledge Management
1.การติดต่อสื่อสาร
2.การประสานงาน การทำงานร่วมกัน
3.การจัดเก็บองค์ความรู้
4.การเข้าถึงความรู้
ตัวอย่างของเทคโนโลยีที่ใช้ใน Knowledge Management มีมายมาย อาทิ
•การใช้ระบบ content management system ใช้ในการจัดทำระบบฐานข้อมูลความรู้ที่เป็นในรูปแบบเอกสารที่เป็นทางการต่างๆ สามารถทำให้คนในองค์กรเข้าถึงเอกสารในรูปแบบของการวิจัยต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น Web Kworld’s Knowledge Domains เป็นเว็บที่รวบรวม content เอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ KP&G ที่คนภายในสามารถเข้าถึงได้
•ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบ Explicit จะเป็นความรู้ในรูปแบบเอกสารที่เป็นทางการ ถ้าในส่วนที่ไม่เป็นทางการยก เช่น Voice mail, E-mail massage, chat, Demo สิ่งเหล่านั้นจะเป็นความรู้ได้ ซึ่งควรมีระบบจัดเก็บ มีระบบ Demo digital success management เช่น Software Hummingbird จัดเก็บ content เหล่นนั้นทำให้คนในองค์กรสามารถที่จะเข้าไปค้นหาได้
•ครามรู้ที่เป็นรูปแบบของ tacit เช่น การให้คนมาพบกัน การประชุม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การworkshop
Expert System
เป็น Software ที่ทำการ Convert ความรู้ของผู้เชี่ยวชาญให้อยู่ในรูปแบบของProgramming เช่น ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น จะต้องเลือกทางเลือกไหน ซึ่งอยู่ในรูปแบบของการเงื่อนไข
บทบาทสำคัญของคนใน Knowledge Management
1.ผู้บริหารสูงสุดด้านการจัดการความรู้ CKO
2.ผู้บริหารสูงสุดของบริษัท CEO
3.ผู้จัดการและพนักงาน
4.สมาชิกและหัวหน้าของชุมชนนักปฏิบัติ
5.นักพัฒนา Knowledge Management System
6.เจ้าหน้าที่ Knowledge Management System
Rules in an Al Program

A community of practice คือ คนกลุ่มซึ่งทำงานด้วยกันมาระยะหนึ่งมีเป้าหมายร่วมกันและต้องการที่จะแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์จากการทำงาน กลุ่มดังกล่าวมักจะไม่ได้เกิดจากการจัดตั้งโดยองค์การ เป็นกลุ่มที่เกิดจากความต้องการทางสังคม และความพยายามที่จะทำให้บรรลุผลสำเร็จ เป็นกลุ่มที่ไม่มีอำนาจ ไม่มีการกำหนดไว้ในแผนภูมิโครงสร้างองค์กร และอาจจะมีเป้าหมายที่ขัดแย้งกับผู้นำองค์กร ในหนึ่งองค์กรอาจจะมี Community of Practice จำนวนมาก และคนคนหนึ่งจะเป็นสมาชิกในหลายชุมชน Community of Practice มีความสำคัญอย่างไร เครือข่ายความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการ เกิดจากความใกล้ชิด ความพอใจ และพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน ลักษณะที่ไม่เป็นทางการจะเอื้อต่อการเรียนรู้ และการสร้างความรู้ใหม่ๆ มากกว่าโครงสร้างที่เป็นทางการ คำว่า ปฏิบัติ หรือ Practice ชี้จุดเน้นที่การเรียนรู้ซึ่งได้รับจากการทำงานเป็นหลัก เป็นแง่มุมเชิงปฏิบัติ ปัญหาประจำวัน เครื่องมือใหม่ๆ พัฒนาการในเรื่องงาน วิธีการทำงานที่ได้ผลและไม่ได้ผล การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทำให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึก สร้างความรู้ และความเข้าใจได้มากกว่าการเรียนรู้จากหนังสือหรือการฝึกอบรมตามปกติ เครือข่ายที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งมีสมาชิกจากต่างหน่วยงาน ช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้ดีกว่าการสื่อสารตามโครงสร้างที่เป็นทางการ
*ข้อมูลเพิ่มเติมจาก www.dopa.go.th
ปัจจัยที่ทำให้กระบวนการของ Knowledge Management ไม่ประสบผลสำเร็จ
1.มีข้อมูลที่มากเกินไปและยากต่อการค้นหาข้อมูล
2.มีข้อมูลที่ไม่เพียงพอหรือมีข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์
3.การขาดความสามารถในการเก็บข้อมูล การจัดหมวดหมู่ของความรู้ และการจัดการกระบวนการจัดการความรู้
4.ขาดความรับผิดชอบ ในการดำเนินงาน
5.ไม่มีการจัดเตรียม Incentive ให้กับคนที่ใช้ระบบ
6.ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากเกินไปทำให้มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย
7.ขาดความร่วมมือหรือสนับสนุนจากผู้บริหาร
8.ขาดความเข้าใจในผลประโยชน์ของการจัดการความรู้
9.ขาดบุคลลากรและทรัพยากรในการสนับสนุนงาน Knowledge Management
10.มีของเขตของ Knowledge Management ที่กว้างเกินไป
ปัจจัยที่ทำให้กระบวนการของ Knowledge Management ประสบความสำเร็จ
1.ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับ Knowledge Management
2.มีโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีที่เพียงพอ
3.ผู้ใช้งานมีความรู้และได้รับการฝึกหัดมาเป็นอย่างดี
4.มีความพร้อมในการดำเนินการกับระบบ Knowledge Management
ปัจจัยที่ทำให้ Knowledge Management ประสบความสำเร็จในองค์กร
1.วัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนในองค์กร คนในองค์กรต้องมีความเจตคติที่ดีในการแบ่งปันความรู้ และนำความรู้ที่มีอยู่มาเป็นฐานในการต่อยอดความรู้ของคนรุ่นใหม่ต่อไป องค์กรเองต้องมีวัฒนธรรมภายในแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจและให้เกียรติกัน เคารพในสิทธิและความคิดของผู้ร่วมงานในทุกระดับแม้เป็นบุคลากรระดับล่างก็ตาม การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเรื่องแม้แต่สิ่งที่เป็นข้อผิดพลาดในอดีต
2.ผู้นำและการสร้างกลยุทธ์ ผู้บริหารระดับสูงต้องมีความเชื่อในคุณค่าของคนและความรู้ที่มีในองค์กร เข้าใจในลักษณะของปัญหาและพันธะกิจขององค์กร ส่งเสริมและสนับสนุนความเป็นมืออาชีพในด้านต่างๆให้เกิดขึ้น ค้นหาและเชิดชูกระบวนการทำงานที่เป็นเลิศจากหน่วยงานภายใน เป็นต้นแบบแห่งการเป็นผู้ริเริ่มในการแบ่งปันและเรียนรู้ กำหนดทิศทางในการพัฒนาระบบการจัดการความรู้ภายใน วางกลยุทธ์ในการจัดทำระบบการจัดการองค์ความรู้ที่จะประสพผลสัมฤทธิ์เช่น เลือกเรื่องที่ทำแล้วเห็นผล หรือเรื่องที่มีคนเข้าใจและมีองค์ความรู้อยู่แล้วในองค์กร ที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรให้คนในองค์กรอยากนำเรื่องที่ตนรู้ออกมาแบ่งปันโดยไม่หวาดระแวงว่าจะเสียผลประโยชน์ ถูกแอบอ้างผลงาน ถูกกลั่นแกล้งเพราะอิจฉาตาร้อนต่างๆ นานา องค์กรที่จะประสพความสำเร็จในเรื่องนี้ต้องสร้างอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน (Mutual Respect) โดยกุญแจสำคัญที่จะไขประตูสู่โลกที่เปิดกว้างนี้คือผู้บริหารสูงสุดขององค์กรนั่นเอง
3.Technology ความพร้อมของอุปกรณ์ทันสมัยของเทคโนโลยีที่สามารถสนับสนุนการทำงานและการเรียนรู้ของคนในองค์กรได้ การสร้างฐานข้อมูลและการจัดการระบบฐานข้อมูลตลอดจนวิธีการที่จะทำให้คนยอมใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเป็นสื่อกลางในการรวบรวมและส่งต่อขององค์ความรู้ ที่สำคัญคือสร้างระบบการป้องกันไม่ให้คนนอกเข้ามาก่อกวนและทำความเสียหายแก่ระบบฐานข้อมูลภายในได้ ขณะเดียวกัน KM ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์แพงๆเพื่อสร้างฐานข้อมูลขนาดยักษ์แต่ไม่เอื้อประโยชน์ต่อการใช้งานของคนส่วนใหญ่ในองค์กร ผู้ที่ดูแลระบบนี้ต้องมีใจเปิดกว้างและมีความเพียรพยายามที่จะให้บริการแก่ผู้ใช้ เพื่อให้ฐานข้อมูลและระบบคอมพิวเตอร์เอื้อประโยชน์ให้คุ้มค่าเงินที่ลงทุนไป อย่าลืมว่าระบบเหล่านี้หมดอายุขัยเร็วมากภายในไม่กี่ปี
4.การวัดผลและการนำไปใช้ จัดทำระบบการติดตามและวัดผลของการจัดการความรู้และประโยชน์จากการนำไปใช้ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนให้คนในองค์กรมีความกระหายอยากเรียนรู้และอยากมีส่วนร่วมในการสร้างฐานความรู้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
5.โครงสร้างพื้นฐาน การวางระบบการบริหารจัดการ การรวบรวมข้อมูล และการรายงานผลการดำเนินการต่างๆที่จะเอื้อให้แผนงานของการจัดการความรู้ประสบผลสำเร็จ ท้ายสุดองค์กรที่มีการจัดการองค์ความรู้ที่ดีจะสามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากทุนทางด้านความรู้ (Knowledge Asset) ที่เกิดจากปัญญาของบุคคลากรทุกระดับภายในองค์กรอย่างไม่รู้จักหมด เพราะเมื่อหน่วยงานได้เริ่มต้นดำเนินการเรื่อง KM จะพบว่าความรู้ที่ตัวเรา (One Person) คิดว่าเรามีอยู่เยอะนั้น จริงๆแล้วยังน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับที่มีอยู่ภายในองค์กรของเราเอง และจะยิ่งรู้สึกประทับใจเมื่อค้นพบว่ามีความรู้บางอย่างมาจากที่ๆเราคาดคิดไม่ถึง ทำให้คนเราลดละอัตตาและกิเลศที่คิดว่าตนรู้แต่ผู้เดียว
Homework
- Investigate the KM projects ot the following organization
- เทคโนโลีสารสนเทศเพื่อการจัดการความรู้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (Empowering Knowledge Management by ICT deveplopment in Faculty Medicine Siriraj Hospital)
- บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) โครงการบริหารระบบการจัดการความรู้และพัฒนาพนักงานด้วยระบบ E-learning "SCG Paper" เข้มฝึกคน-มุ่งเรียนรู้
รายชื่อสมาชิกกลุ่ม scribe book ผู้จัดทำ
1.5310221007 นายปิยพงศ์ จิราภิรมย์
2.5310221023 นางสาวปราง โชคสวัสดิ์ไพศาล
3.5310221025 นางสาวจุฑาพร เชวงยศ
4.5310221029 นายสุภชัย หงษ์นิกร
5.5310221031 นายจิณณวัตร พิเศษสิทธิ์
6.5310221039 นางสาวพักรตา สุวรรณฤกษ์
ผู้มีส่วนร่วมในการ participations ในห้องเรียน
5310221001 นางสาวอัคณา ตันวัฒนเสรี 3
5310221002 นายอุกฤษณ์ เลาหะวัฒน์ 3
5310221003 นางสาวไพลิน เสรีสงแสง 1
5310221007 นายปิยพงศ์ จิราภิรมย์ 2
5310221009 นายสิทธิชัย พินิจเลิศกุล 1
5310221011 นางสาวลัคขณา เงาดีงาม 1
5310221015 นายวิวัฒน์ เหลืองกมลพันธ์ 2
5310221016 นางสาวสวลี เจริญการ 1
5310221017 นางสาวสุพัตรา งามอุรุเลิศ 1
5310221019 นางสาวรุ่งฟ้า ลาภยืนยง 2
5310221020 นางสาวศิริพร โสภณธรรมธร 2
5310221023 นางสาวปราง โชคสวัสดิ์ไพศาล 1
5310221025 นางสาวจุฑาพร เชวงยศ 1
5310221027 นายศุภพงษ์ แพ่งคำนึง 4
5310221029 นายสุภชัย หงษ์นิกร 1
5310221031 นายจิณณวัตร พิเศษสิทธิ์ 2
5310221032 นายธเนศ เขมวาส 1
5310221035 นายเอกวุฒิ แสงสวัสดิกุล 1
5310221038 นายธนดร เกษรบัว 3
5310221039 นางสาวพักตา สุวรรณฤกษ์ 2
5310221041 นิธิพงศ์ วันทโภคาธรรม 3
5310221042 นางสาววิชญ ทวีสิน 2
5310221055 นายอภิชาติ จันทนิสร์ 4





