Scribe Book 4_3: ศึกษาและวิเคราะห์ตลาดผู้ให้บริการ Internet

ISP หรือ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต คืออะไร

flickr:5265682676

ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ Internet Service Provider

คือ หน่วยงานที่บริการให้เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัท เข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ หน่วยงานราชการหรือสถาบันการศึกษา กับบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ทั่วไป

ISP ที่เป็นหน่วยงานราชการ หรือสถาบันการศึกษา มักจะเป็นการให้บริการฟรีสำหรับสมาชิกขององค์การเท่านั้น แต่สำหรับ ISP ประเภทที่ให้บริการในเชิงพาณิชย์ ผู้ใช้ที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตจะต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกของ ISP รายนั้นๆ ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งอัตราค่าบริการจะขึ้นอยู่กับ ISP แต่ละราย ข้อดีสำหรับผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ก็คือ การให้บริการที่มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งรองรับกับความต้องการของผู้ใช้ที่แตกต่างกัน มีทั้งรูปแบบส่วนบุคคล ซึ่งจะให้บริการกับประชาชนทั่วไปที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ต และบริการในรูปแบบขององค์กร หรือบริษัท ซึ่งให้บริการกับบริษัทห้างร้าน หรือองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการให้พนักงานในองค์กรได้ใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

ISP จะเป็นเสมือนตัวแทนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ถ้าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต้องการข้อมูลอะไรก็สามารถติดต่อผ่าน ISP ได้ทุกเวลา โดยวิธีการสมัครสมาชิกนั้น เราสามารถโทรศัพท์ติดต่อไปยัง ISP ที่ให้บริการต่าง ๆ ซึ่งเราสามารถเลือกรับบริการได้ 2 วิธี คือ ซื้อชุดอินเทอร์เน็ตสำเร็จรูปตามร้านทั่วไปมาใช้ และสมัครเป็นสมาชิกรายเดือน โดยใช้วิธีการติดต่อเข้าไปยัง ISP โดยตรง ซึ่งวิธีการ และรายละเอียดในการให้บริการของแต่ละที่นั้นจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับรูปแบบการให้บริการของ ISP รายนั้น ๆ จะกำหนด
ในการเลือก ISP นั้น ต้องพิจารณาความเหมาะสมในการใช้งานของเราเป็นหลัก โดยมีหลักในการพิจารณาหลายอย่างด้วยกัน เช่น ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตว่ามีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับหรือไม่ ดำเนินธุรกิจด้านนี้มากี่ปี มีสมาชิกใช้บริการมากน้อยขนาดไหน มีการขยายสาขาเพื่อให้บริการไปยังต่างจังหวัดหรือไม่ มีการลงทุนที่จะพัฒนาการให้บริการมากน้อยเพียงใด เป็นต้น

ประสิทธิภาพของตัวระบบ ก็เป็นส่วนสำคัญที่เราจำเป็นต้องพิจารณาด้วย เช่น ความเร็วในการรับ/ส่ง สม่ำเสมอหรือไม่ (บางครั้งเร็วบางครั้งช้ามาก) สายโทรศัพท์ต้นทางหลุดบ่อยหรือไม่ หรือในบางกรณีที่เรากำลังถ่ายโอนข้อมูล มายังเครื่องคอมพิวเตอร์ปรากฏว่าใช้งานไม่ได้ การเชื่อมต่อไปยังต่างประเทศ ไปที่ใดบ้างด้วยความเร็วเท่าไหร่ และการเชื่อมต่อกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศเป็นอย่างไร มีสายสัญญาณหลักที่เร็ว หรือมีประสิทธิภาพสูงมากเพียงใด เพราะปัจจัยเหล่านี้จะมีผลต่อความเร็วในการใช้อินเทอร์เน็ตด้วย

บริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้งาน Technician Support นี่ก็เป็นส่วนสำคัญที่เราควรจะต้องพิจารณา เพราะหากการใช้บริการของเรามีปัญหา เราจะได้มั่นใจว่าทาง ISP จะมีการดูแลแก้ไขให้ได้อย่างทันท่วงที และเราจะสามารถสอบถามการบริการใหม่ๆได้อยู่เสมอ รวมถึงบริการเสริมต่างๆก็เป็นสิ่งที่เราควรจะต้องพิจารณาด้วยเช่นเดียวกัน

ISP มีการให้บริการอยู่ 2 ประเภท คือ

1. Narrowband

Modem ก็เป็นส่วนสำคัญที่เราจะต้องใช้ในการท่องอินเทอร์เน็ต เราควรตรวจสอบโมเด็มที่เราใช้งานอยู่ว่าเป็นโมเด็มแบบใด 33.6Kbps หรือ 56 Kbps เนื่องจากโมเด็มมีมาตรฐานหลายแบบ ดังนั้น ควรตรวจสอบดูว่า ISP นั้นๆ สามารถรองรับโมเด็มของเราได้หรือไม่ ทั้งในด้านความเร็วและมาตรฐานต่างๆ เพราะ ISP แต่ละรายการจะมีหมายเลขโทรศัพท์หลายหมายเลขด้วยกัน ซึ่งแต่ละหมายเลขจะใช้สำหรับโมเด็มที่มีความเร็วและมาตรฐานที่แตกต่างกัน

2. Broadband

Cable Modem สำหรับบ้านเรา ยังเป็นของใหม่ ที่เริ่มมีให้บริการจากผู้ให้บริการหลายราย เช่น TelecomAsia เป็นต้น Cable Modem เป็น Modem ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างผู้รับบริการตามบ้าน กับผู้ให้บริการ (Service Provider) โดยผ่านทางเครือข่ายสาย Cable TV ที่มีอยู่แล้ว เช่น การใช้ร่วมกับสาย Cable ของ UBC เป็นต้น โดยทั่วไปการเชื่อมต่อของ Cable Modem จะมีอยู่ 2 จุดได้แก่ การเชื่อมต่อที่มีปลายด้านหนึ่งไปที่ จุดเชื่อมต่อสาย Cable TV บนผนัง ขณะที่ปลายอีกด้านหนึ่ง เชื่อมต่อกับ เครื่อง PC

อุปกรณ์ Cable Modem มักจะเป็นอุปกรณ์ภายนอก ที่เชื่อมต่อกับ PC ผ่านทาง LAN Card ตามมาตรฐาน Ethernet 10Base-T และสายตีเกลียว ส่วนตัว Cable Modem มักจะเป็น ตัว Modem ภายนอก ที่เชื่อมต่อกับ PC โดยตรงโดยทาง Universal Serial Bus (USB) หรือ เป็นแบบ Internal ที่ติดตั้งบน PCI Bus

อัตราความเร็วในการทำงานของ Cable Modem ขึ้นอยู่กับระบบของมันที่ใช้ ขึ้นอยู่กับสถาปัตยกรรมของเครือข่าย และปริมาณการใช้งาน หรือ ความหนาแน่นในการใช้งานของเครือข่าย โดยปกติแล้วการส่งถ่ายข้อมูลเชิง Downstream (จากเครือข่ายสู่คอมพิวเตอร์) อัตราความเร็วของมันสามารถทะยานสู่ 27 Mbps ได้อย่างสบาย โดยอัตราความเร็วนี้ อาจถูกเฉลี่ยออกไปตามจำนวนของผู้เข้ามาใช้ในเครือข่ายขณะนั้น และก็เป็นเรื่องยากที่เครื่องคอมพิวเตอร์ บนเครือข่ายสามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วขนาดนั้น ดังนั้น ค่าเฉลี่ยความเร็วสูงสุดที่ทำได้อยู่ที่ 1-3 Mbps เท่านั้น อย่างไรก็ดี อัตราความเร็วยังขึ้นอยู่กับ ผู้ให้บริการ อีกทั้งยังแตกต่างไปตามชนิดและ ข้อตกลงในการให้บริการอีกด้วย อัตราความเร็วการส่งถ่ายข้อมูล เชิง Upstream (จากคอมพิวเตอร์สู่เครือข่าย) จะมีค่าที่ต่ำกว่า Downstream เช่นเดียวกับกับ ADSL อัตราความเร็วที่สามารถส่งถ่ายแบบ Upstream จะอยู่ที่10 Mbps อย่างไรก็ดี ทั้งผู้ผลิต Cable Modem และผู้ให้บริการเครือข่าย ได้กำหนดความเหมาะสมที่ความเร็ว 500Kbps ไปจนถึง 2.5 Mbps แต่ก็มีผู้ให้บริการบางรายได้กำหนดความเร็ว Upstream จำกัดที่ 256 Kbps เท่านั้น

การที่ Cable Modem มีอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูล ทั้งขาล่องขึ้นและล่องลง ไม่เท่ากัน นี่เอง จึงถูกเรียกว่า เป็นการทำงานแบบ Asymmetric และได้รับมาตรฐานการทำงานที่ถูกกำหนดโดย DOCSIS EuroDOCSIS และ DVB EuroModem

ADSL มาจากคำว่า Asymmetric Digital Subscriber Line เป็นเทคโนโลยีของ Modem แบบใหม่ ที่เปลี่ยนโฉมหน้าของสายโทรศัพท์ที่ทำจากลวดทองแดง ให้เป็นเส้นสัญญาณนำส่งข้อมูลความเร็วสูง โดย ADSL สามารถจัดส่งข้อมูลจากผู้ให้บริการด้วยความเร็วมากกว่า 6 Mbps ไปยังผู้รับบริการ หมายความว่า ผู้ใช้บริการสามารถ Download ข้อมูลด้วยความเร็วสูงมากกว่า 6 Mbps ขึ้นไปจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือผู้ให้บริการข้อมูลทั่วไป (ส่วนจะได้ความเร็ว กว่า 6 Mbps หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ รวมทั้งระยะทางการเชื่อมต่ออีกด้วย) ความเร็วขณะนี้ มากเพียงพอสำหรับงานต่างๆ ดังต่อไปนี้
• งาน Access เครือข่าย อินเทอร์เน็ต
• การให้บริการแพร่ภาพ Video เมื่อร้องขอ (Video On Demand)
• ระบบเครือข่าย LAN
• การสื่อสารข้อมูลระหว่างสถานที่ทำงานกับบ้าน (Telecommuting)

ประโยชน์จากการใช้บริการ ADSL
• ท่านสามารถคุยโทรศัพท์พร้อมกันกับการ Access ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้พร้อมกัน ด้วยสายโทรศัพท์เส้นเดียวกัน โดยไม่หยุดชะงัก
• ท่านสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วเป็น 140 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem แบบ Analog ธรรมดา
• การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของท่านจะถูกเปิดอยู่เสมอ (Always-On Access) ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากการส่งถ่ายข้อมูลถูกแยกออกจากการ เรียกเข้ามาของ Voice หรือ FAX ดังนั้นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของท่านจะไม่ถูกกระทบกระเทือนแต่อย่างใด
• ไม่มีปัญหาเนื่องสายไม่ว่าง ไม่ต้อง Log On หรือ Log off ให้ยุ่งยากอีกต่อไป
• ADSL ไม่เหมือนกับการให้บริการของ Cable Modem ตรงที่ ADSL จะทำให้ท่านมีสายสัญญาณพิเศษเฉพาะเพื่อเชื่อมต่อกับ อินเทอร์เน็ต ขณะที่ Cable Modem เป็นการ Share ใช้สายสัญญาณกับผู้ใช้คนอื่นๆ ที่อาจเป็นเพื่อนบ้านของท่าน
• ที่สำคัญ Bandwidth การใช้งานของท่านจะมีขนาดคงที่ (ตามอัตราที่ท่านเลือกใช้บริการอยู่เสมอ) ขณะที่ขนาดของ Bandwidth ของการเข้ารับบริการ Cable Modemหรือการใช้บริการ อินเทอร์เน็ตปกติของท่าน จะถูกบั่นทอนลงตามปริมาณการใช้งาน อินเทอร์เน็ตโดยรวม หรือการใช้สาย Cable Modem ของเพื่อนบ้านท่าน
• สายสัญญาณที่ผู้ให้บริการ ADSL สำหรับท่านนั้น เป็นสายสัญญาณอิสระไม่ต้องไป Share ใช้งานกับใคร ด้วยเหตุนี้ จึงมีความน่าเชื่อถือ และมีความปลอดภัยสูง

เนื้อที่ในการจัดเก็บข้อมูล ที่ทางผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอนุญาตให้สมาชิกจัดเก็บข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ เช่น เนื้อที่ที่ให้จัดเก็บอีเมล์หรือจัดเก็บไฟล์ข้อมูลไปที่ดาวน์โหลดจากแหล่งข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ซึ่งโดยทั่วไป ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะให้พื้นที่เก็บข้อมูลประมาณ 2 MB

ค่าบริการรายเดือน ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการเลือกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ค่าบริการรายเดือนจะถูกกำหนดตามชั่วโมงของการใช้งาน จำนวนชั่วโมงในการใช้งานยิ่งมากเท่าไหร่ ก็จะเสียค่า บริการเพิ่มมมากขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาที่ค่าธรรมเนียมแรกเข้าด้วย เพราะบาง ISP จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า แต่บาง ISP จะไม่มีการเรียกเก็บ
หลังจากที่เราเลือกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการติดต่อขอใช้บริการอินเทอร์เน็ตกับ ISP ซึ่งในประเทศไทยมีผู้ให้บริการ 18 แห่งด้วยกัน คือ

1. บริษัท ล็อกซ์เล่ย์ อินฟอร์เมชั่น เซอร์วิส จำกัด
2. บริษัท เคเอสซี คอมเมอร์เชียล อินเทอร์เน็ต จำกัด
3. บริษัท อินโฟ แอคเซส จำกัด
4. บริษัท สามารถ อินโฟเน็ต จำกัด
5. บริษัท เอเน็ต จำกัด
6. บริษัท ไอเน็ต (ประเทศไทย) จำกัด
7. บริษัท เวิลด์เน็ต แอน เซอร์วิส จำกัด
8. บริษัท ดาตา ลายไทย จำกัด
9. บริษัท เอเชีย อินโฟเน็ต จำกัด
10. บริษัท ดิไอเดีย คอร์ปอเรชั่น ประเทศไทย จำกัด
11. บริษัท สยาม โกลบอล แอกเซส จำกัด
12. บริษัท ซีเอส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด
13. บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด
14. บริษัท ชมะนันท์ เวิลด์เน็ต จำกัด
15. บริษัท ฟาร์อีสต์ อินเทอร์เน็ต จำกัด
16. บริษัท อีซีเน็ต จำกัด
17. บริษัท เคเบิล วายเลส จำกัด
18. บริษัท รอยเน็ต จำกัด (มหาชน)

โครงสร้างตลาดอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย
ตลาดการให้บริการอินเทอร์เน็ตไทยประกอบไปด้วยฝ่ายต่างๆ ดังต่อไปนี้

1) การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ซึ่งเป็นผู้ให้สัมปทานการให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศ และ ผูกขาดบริการการสื่อสารระหว่างประเทศ

2) บริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider หรือ ISP) ซึ่งในปัจจุบันมีเกินกว่า 10 รายที่ให้บริการแล้ว และ มีเกินกว่า 20 รายที่ได้สัมปทานในการให้บริการจาก กสท.

3) ผู้ใช้บริการซึ่งมีทั้งผู้ใช้บริการประเภทบุคคล (individual user) และ ผู้ใช้บริการประเภทองค์กร (corporate user) โดยผู้ใช้ประเภทบุคคลโดยทั่วไปมักจะใช้บริการเชื่อมต่อจากการหมุนโทรศัพท์ผ่านโมเด็ม (dial up) ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทผู้ให้บริการ ส่วนผู้ใช้ประเภทองค์กรส่วนหนึ่งจะเชื่อมต่อโดยผ่านสายเช่า (leased line) ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทผู้ให้บริการ

4) บริษัทผู้ให้บริการสื่อสารระหว่างประเทศ (international carrier) เช่น Global One, MCI และ TeleGlobe ซึ่งให้บริการเชื่อมต่อวงจรอินเทอร์เน็ตของบริษัทผู้ให้บริการไทยเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของโลก โดยทั่วไปแล้ว บริษัทเหล่านี้มักเป็นบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศด้วย

ลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของตลาดการให้บริการอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยคือมีการผูกขาดและแทรกแซงตลาดในรูปแบบต่างๆ เป็นอย่างมากโดยหน่วยงานรัฐ คือ กสท.

ในการศึกษาเกี่ยวกับ ตลาดผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ขอเลือกตัวอย่างผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต 2 รายใหญ่ที่ครองตลาด ISP อยู่ในขณะนี้ คือ True กับ 3 Broadband

True VS 3BB ปี 53 ใครจะครองตลาดบอร์ดแบนด์อินเทอร์เน็ต ร่วมวิเคราะห์กับชาวสังคมบอร์ดแบนด์แห่งประเทศไทย

flickr:5265676218

ทรูเคยเป็นเจ้าตลาดบอร์ดแบนด์ทั้งระดับประเทศและในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร คือมีจำนวนผู้ใช้บริการมากที่สุด และในปี 51 ก็ยังคงส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 อยู่โดยปล่อยให้ 3BB และทีโอที เป็นอันดับ 2 และอันดับ 3 ตามลำดับ แม้ว่าในระดับภูมิภาคจะไม่สามารถสู้กับทีโอที และ 3BB ได้ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ของทรูอยู่ในกรุงเทพมหานครด้วยส่วนแบ่งปัจจุบันประมาณ 75% ในตลาดเมืองหลวง

ปี 2547 ทรูมีส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 90% ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพ ด้วยฐานของเบอร์โทรศัพท์พื้นฐานที่มีมากพอๆ กับทีโอที ในสมัยนั้น
ปี 2548-2549 ทรูมีส่วนแบ่งทางการตลาดลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากทีโอทีได้เปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดมากขึ้นเรื่อยๆ และลูกค้าในส่วนภูมิภาคก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในกรุงเทพทรูก็ยังครองส่วนแบ่งทางการตลาดราว 80-85%
ปี 2550-2551 ทรูที่ทำตลาดหลักเฉพาะในกรุงเทพ ก็มีส่วนแบ่งลดลงเรื่อยๆ จนช่วงไตรมาสที่ 1-2 ของปี 52 มีส่วนแบ่งทางการตลาดในพื้นที่เมืองหลวงลดลงเหลือประมาณ 75%

flickr:5265676424

ข้อมูลจากกทช.

ในขณะที่ตลาดบอร์ดแบนด์อินเทอร์เน็ตทั่วประเทศในปี 2551 ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 13 ล้านราย โดยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีส่วนแบ่งทางตลาดมากเป็นอันดับ 1 หรือ 38.43 % บริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) 27.92% บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) 27.39 % อื่นๆ6.28% ขณะที่ตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำ (แนโรแบนด์) ทรูยังมีส่วนแบ่งตลาด 19 % บริษัท เคเอสซี 18 % ซีเอสล๊อกซ์ 4 % อินเทอร์เน็ต ไทยแลนด์ 4 % จัสมิน อินเทอร์เน็ต 2% - ข้อมูลจาก กทช.

จะเห็นได้ว่าช่วง 1-2 ปีหลัง Maxnet หรือ 3BB ในปัจจุบันสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดมาได้จนขึ้นแท่นเป็นเบอร์ 2 อย่างฉิวเฉียว จากเดิมที่ทีโอทีนั่งเป็นที่ 2 รองจากทรูมาโดยตลอดและมีทีท่าว่าจะแซงทรูซะด้วยซ้ำในช่วงปลายปี 2550 ถึงต้นปี 2551 ซึ่งช่วงนั้นตลาดบอร์ดแบนด์ในต่างจังหวัดขยายตัวอย่างมาก ในขณะที่ในกรุงเทพยังขยายตัวในระดับปกติ

TRUE

flickr:5265682934

ข้อมูลจากทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ทรูมีลูกค้าล่าสุดราว 632,461 รายในปี 2551 ด้วยรายได้เฉลี่ยต่อพอร์ตต่อเดือนราว 711 บาทซึ่งถือว่ามากที่สุดเป็นอันดับ 1

flickr:5265076201

จากกราฟจะเห็นว่าทรูสามารถหาลูกค้าใหม่ได้น้อยลงทุกปีๆ

ปี 2547-2548 มีลูกค้าเพิ่มขึ้น 82%
ปี 2548-2549 มีลูกค้าเพิ่มขึ้น 47%
ปี 2549-2550 มีลูกค้าเพิ่มขึ้น 24%
ปี 2550-2551 มีลูกค้าเพิ่มขึ้น 15%
ปี 2551-2552 คาดว่าทรูจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเพียง 11% จากปีก่อน

แก้ไขตัวเลข % ใหม่จากเดิมใช้ปีล่าสุดเป็นตัวหาร ซึ่งความจริงต้องใช้ปีก่อนหน้าเป็นตัวหาร
สูตรคือ จำนวนลูกค้าปีล่าสุด - ลูกค้าปีก่อนหน้า x 100 /(หาร) ลูกค้าปีก่อนหน้า = จำนวนเปอร์เซ็นต์ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในปีนี้เมื่อเทียบกับปีก่อน

คาดว่าทรูจะมีลูกทั้งสิ้น 700,000 รายภายในปี 2552 (สิ้นสุดไตรมาส 4)

3BB

flickr:5265072953

ข้อมูลจากกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้

ข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ปี 51 อาจจะคลาดเคลื่อน ได้น้อยกว่าความเป็นจริง 1 แสนราย ถ้าเอาข้อมูลจำนวนลูกค้าปี 51 ของทรูไปเทียบเป็นเปอร์เซนต์กับกทช. ซึ่งถ้าใช้ตัวเลขของทรูมาเทียบ 27% จะได้ราว 466,023 ซึ่งใกล้เคียงกับข้อมูลใน Q1 2009 ของบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้แทน

ในขณะที่ 3BB มีลูกค้าราว 369,000 รายในปี 2551 ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากทรู (ข้อมูล ณ สิ้นธันวาคมปี 2551)

flickr:5265076737

ปี 2549-2550 มีลูกค้าเพิ่มขึ้น 55%
ปี 2550-2551 มีลูกค้าเพิ่มขึ้น 56%
ปี 2551-2552 มีลูกค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 76%** หรือมากกว่านี้

แก้ไขตัวเลข % ใหม่จากเดิมใช้ปีล่าสุดเป็นตัวหาร ซึ่งความจริงต้องใช้ปีก่อนหน้าเป็นตัวหาร
สูตรคือ จำนวนลูกค้าปีล่าสุด - ลูกค้าปีก่อนหน้า x 100 /(หาร) ลูกค้าปีก่อนหน้า = จำนวนเปอร์เซ็นต์ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในปีนี้เมื่อเทียบกับปีก่อน

ใช้ข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้

จะเห็นได้ว่า 3BB มาแรงมากตั้งแต่สมัยที่ยังเป็น Maxnet เมื่อ 2-3 ปีก่อน ในแต่ละปีมีลูกค้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 55% และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี จากผู้ให้บริการที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 3 เมื่อ 2 ปีก่อนขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในปี 2551 โดยในพื้นที่ต่างจังหวัด สามารถแย่งส่วนแบ่งมาจากทีโอทีได้มากมายจน Market Share ของทีโอทีในต่างจังหวัดลดลงไปประมาณ 10-15% จากเดิมที่ทีโอทีเคยมีประมาณ 35-40% ในปี 2550 ทรูมีประมาณ 40% และ Maxnet ในสมัยนั้นมีเพียง 20-22%

ปัจจุบันในปี 2552 คาดว่า 3BB มีฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขี้นราว 20,000 รายต่อเดือนและยอดจำนวนลูกค้าล่าสุดหลังไตรมาส 1 ปี 2552 อยู่ที่ 470,000 ราย จนถึงปัจจุบันเดือนกันยายน จึงคาดว่าสิ้นไตรมาส 3 จะมีลูกค้ารวมทั้งสิ้นราว 600,000 ราย ขยายตัวมากกว่า 76% ในขณะที่ทรูคาดว่าจะขยายตัวเพียง 15% ในปีนี้

จุดเปลี่ยนสำคัญ

flickr:5265077057

ในขณะที่ 3BB (Maxnet ในสมัยนั้น) กำลังแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดจากทีโอทีในพื้นที่ต่างจังหวัด ปลายปี 2551 3BB (Maxnet) ก็เริ่มขยับเข้ามาแย่งพื้นที่ส่วนแบ่งทางการตลาดจากทรูในกรุงเทพมหานครด้วยการออกโปรโมชั่น 2Mbps ราคา 590 บาท ซึ่งถือว่าเป็นรายแรกในประเทศไทย เพราะในขณะนั้นทรูยังขาย 2Mbps ที่ราคา 890 อยู่ ส่วน 590 บาทของทรูจะได้แค่ 1Mbps การเปิดมาตรฐานความเร็วขั้นต่ำใหม่ทำให้ Maxnet ติดตลาดทั่วประเทศโดยไม่ยากนัก เนื่องจากยังไม่มีคู่แข่งในตลาดขณะนั้นที่ให้ความเร็วเท่า Maxnet ทำให้ทางสะดวก Maxnet สามารถโกยลูกค้าใหม่ได้มากมายมหาศาลทั้งในส่วนภูมิภาคและเมืองหลวง มีกระแส Maxnet อยู่ทั่วไปทุกพื้นที่ พร้อมกับการยกเลิกบริการอินเทอร์เน็ตรายเดิมมาใช้ Maxnet ลูกค้าไหลออกจากทีโอทีและทรูมากมาย หลังจากนั้นหลายเดือนกว่าทรูและทีโอทีจะตั้งหลักได้และเพิ่มความเร็วขั้นต่ำของตัวเองเป็น 2 Mbps ที่ราคา 590 บาท ช่วงนั้นถึงขนาดทำให้อัตราโครงสร้างด้านราคาแต่ละแพ็คเกจของทรูปั่นป่วนไปหมด เพราะมาตรฐานความเร็วใหม่ทำให้ลูกค้าหลายแพ็คเกจที่จ่ายแพงแต่กลับได้ความเร็วที่ต่ำกว่า ส่วนทีโอทีต้องใช้เวลานานกว่าเพื่อนในการปรับตัวจนในสมัยนั้นลูกค้าทีโอทีต่างบ่นกันเป็นเสียงเดียวว่าจ่ายเท่ากันแต่ได้ความเร็วต่ำกว่า Maxnet มาก

flickr:5265076929

และด้วยโฆษณาที่แปลกใหม่ใช้เบเบ๊ขวัญใจวัยรุ่นเป็นพรีเซ็นเตอร์ พร้อมกับเพลงน่ารักๆ ก็โดนใจวัยโจ๋ได้ไม่ยาก ส่วนโฆษณาอินเทอร์เน็ตของทรูมักจะมาในรูปแบบของทางการ ดูมีความน่าเชื่อถือ เน้นกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายถึงวัยทำงานเป็นหลัก โฆษณาเบเบ๊ และโฆษณาที่มีเด็กวัยรุ่นนั่งดูคลิปเกาหลี นั่งแช็ตเว็บแคม จึงดูแปลกใหม่และโดนใจเด็กวัยรุ่นสุดๆ

After Shock ระลอกสอง

ทรูกับทีโอทีเพิ่งหายใจสะดวกหลังจากเจอซึนามิรอบแรกช่วงครึ่งปีหลัง 2551 พอมาต้นปี 2552 เริ่มอยู่ในระยะฟื้นตัว เตรียมสู้รบปรบมือต่อ แต่ยังไม่ทันจะตั้งการ์ดหรือออกอาวุธอะไร Maxnet ไม่รอช้าปล่อยอาฟเตอร์ช็อคลูกที่ 2 มาทันทีด้วยการออกโปรโมชัน 3Mb 590บาท พร้อมกับสโลแกนฆ่าคู่แข่งที่ฮิตติดปากทั่วบ้านทั่วเมืองว่า "วันนี้ต้อง 3Mb เป็นอย่างต่ำ"

flickr:5265683048

ช่วงครึ่งปีแรก Maxnet มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่จนกลายมาเป็น 3BB ในที่สุด และสามารถเป็นผู้ที่ทำให้ตลาดบอร์ดแบนด์สั่นคลอนมาตลอดตั้งแต่ปี 2551-2552 และช่วงครึ่งปีแรก 2552 3BB ก็บุกกรุงเทพอย่างเต็มตัว (ความจริงเริ่มแทรกซึมเข้ามาตั้งแต่ปลายปี 2551) ต่อกรกับยักษ์ใหญ่อย่างทรูที่พญาเสือเจ้าของถ้ำแห่งนี้ พร้อมกับเสือนอนกินอย่างทีโอทีที่มีส่วนแบ่งอยู่กรุงเทพไม่น้อย ด้วยโปรโมชั่นเย้ายวนชาวเน็ต 3Mb ราคา 590บาท ทำให้คนกรุงเทพถึงกับละทิ้ง Brand Royalty ที่มีให้ต่อทรูในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่คนกรุงเทพจะเปรียบทรูเหมือนเป็นพระเอกลิเกสุดหล่อ ส่วนทีโอทีเหมือนตัวโกงในกรุงเทพ แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อการมาถึงของเบเบ๊ พี่ไฟล์และหว่าหว๋า

flickr:5265069855

หลังจากที่สำรวจตลาดจนมั่นใจแล้วว่าจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยรุ่น และการเลือกใช้บริการอินเทอร์เน็ตสักเจ้า ลูกๆ ในบ้านจะเป็นส่วนสำคัญในการเลือกใช้เป็นอย่างมาก 3BB จึงใช้สัญลักษณ์แทนตราสินค้า สร้างสัญลักษณ์ขึ้นมาเพื่อให้เกิดความจดจำและระลึกในแบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเลือกใช้พี่ไฟล์และหว่าหว๋า เหมือนกับที่ AIS ก็มีพี่อุ่นใจเป็นสัญลักษณ์

การสร้าง Story ระหว่างพี่ไฟล์กับหว่าหว๋าขึ้นมาทำให้เรื่องราวน่าสนใจและน่าติดตาม ซึ่งรูปแบบละครเป็นอะไรที่น่าสนใจอยู่แล้ว เช่นละครเกาหลี ละครหลังข่าว สังเกตดูได้ว่าโฆษณาหรือมิวสิควีดิโอที่มี Story ส่วนใหญ่มักจะได้รับความสนใจมาก เช่นโฆษณาประกันภัย โฆษณามือถือที่มีคนหลงป่า เป็นต้น

flickr:5265676080

ล่าสุดใช้พี่ช้างเป็นสัญลักษณ์ตัวใหม่แทนความเร็ว 10Mbps แต่ยังคงพี่ไฟล์เป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่อง เป็นการสร้างการรับรู้ตราสินค้าแบบต่อเนื่อง พร้อมเปิดช่องทางการสื่อสารใหม่กับกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่องทั้ง Hi5 และ Facebook แม้ว่าช่วงกลางปีจะมีปัญหาขลุกขลักบ้างเรื่องการ Re-branding จาก Maxnet มาเป็น 3BB

นอกจากนั้น 3BB ยังรุกขยายบริการเสริมทั้ง HDTV และ Spider HotSpot (Wi-Fi) ควบคู่ไปกับบริการอินเทอร์เน็ตบอร์ดแบนด์

เบื้องหลังคือ Jasmin International

flickr:5265679356

ส่วนนึงที่ 3BB ลงทุนระบบโครงข่ายใหม่และใช้งบในการโฆษณามหาศาลขนาดนี้ เพราะรายได้หลักในปัจจุบันของบริษัทในกลุ่มของ Jasmin มาจากธุรกิจบอร์ดแบนด์อินเทอร์เน็ตหรือ 3BB นั่นเอง โดยกลุ่ม Jasmin มีธุรกิจหลักคือการสื่อสาร บอร์ดแบนด์ และโครงสร้างด้านการสื่อสารต่างๆ มากมาย เพราะฉะนั้น 3BB ไม่ใช่บริษัทบ้านนอกที่หอบผ้าหอบผ่อนมาจากต่างหวัดเฉยๆ ปัจจุบัน 3BB ไม่ใช่ TT&T บริษัทจากต่างจังหวัดอีกต่อไป

สู้อย่างสมศักด์ศรี

แม้จะถูกขนานนามว่าเป็นเสือนอนกิน เสือขี้เกียจ แต่ทรูก็ยังคงเขี้ยวเล็บไว้มากมาย ด้วยที่เป็นบริษัทลูกในเครือ CP และมีธุรกิจมากมายหลายแขนง ในตัวบริษัททรูเองก็มีทั้งมือถือ เคเบิลทีวี โทรศัพท์พื้นฐานและอีกมากมาย

flickr:5265076161

ข้อมูลจากกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้

ทรูสามารถใช้เทคโนโลยีจากบริการใหม่ๆ เพื่อมาเสริมศักยภาพบริการอื่นๆ ของตัวเองได้เต็มที่อย่างเช่น 3G ที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ และปี 2552 นี้ทรูก็ไม่ได้เป็นฝ่ายตั้งรับเพียงอย่างเดียวเหมือนปี 2551 ถึงต้นปี 2552 ตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นมา ทรูเริ่มขยับตัวและเปิดเกมรุกมาโดยตลอดแม้ว่าในด้าน PR จะยังมีน้อยกว่าคู่แข่งอย่าง 3BB อยู่มาก แต่ก็ถือว่าทรูสู้ได้อย่างสมศักด์ศรีความเป็นผู้นำด้วยระบบโครงข่ายที่มีความพร้อมเพียงพอและยังมีแบนวิดธ์มากเป็นอันดับต้นๆ อยู่ในขณะนี้ทั้งแบนวิดธ์ภายในและภายนอกประเทศ

กลยุทธ์หลักที่ทรูได้ปรับตัวไปแล้วเช่น

1. รุกพื้นที่ต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่ๆ มากขึ้น
2. เปิดตัวความเร็ว 8Mbps 10Mbps และ 12Mbps
3. อัพเกรดสปีดให้แต่ละแพ็คเกจได้ไม่ต่ำกว่าคู่แข่ง
4. พยายามชูความเป็น Convergence รวม 3G และ Wi-Fi เข้าไว้ด้วยกัน
5. พยายามรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้ให้ได้

ความน่ากลัวของคู่แข่ง

1. คู่แข่งทั้ง 3BB ทีโอทีและ CAT พยายามจะเจาะตลาดลูกค้าระดับบนเช่นเดียวกับทรู โดยเสนอแพ็คเกจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง มีตั้งแต่ 8Mbps 10Mbps และ 12Mbps
2. ทีโอทีปรับโครงสร้างระบบเครือข่ายตามหัวเมืองต่างจังหวัดใหม่ รวมทั้งทยอยลงทุนลากสายเคเบิลและวาง Dslam ตามพื้นที่ชุมชนเฉกเช่นเดียวกับ 3BB เรียกว่าในหลายๆ พื้นที่ตรงไหนมีโหนด 3BB เราก็มักจะเห็นโหนดของทีโอทีปักอยู่ข้างๆ เสมอ
3. การเจาะตลาดเมืองหลวงของ 3BB ซึ่งถือเป็นกล่องดวงใจหลักของทรู โดยพยายามเจาะมาจากบริเวณชานเมืองที่มีหมู่บ้าน และบ้านคนหนาแน่น แต่พื้นที่เหล่านี้กลับไม่มี Dslam ของทรู แต่ 3BB ใช้กลยุทธ์นำเอา Dslam เข้าไปปักใจกลางชุมชนเลย
4. การร่วมมือระหว่าง CAT กับเคเบิลทีวีท้องถิ่น ซึ่งสำเร็จไปแล้วในหลายพื้นที่รวมทั้งในกรุงเทพมหานคร ภายในอีก 2-3 ปี CAT จะน่ากลัวขึ้นมากถ้าสามารถเจรจากับเคเบิลท้องถิ่นได้แทบทุกจังหวัด นั่นก็หมายความว่า CAT ไม่จำเป็นต้องใช้โครงข่ายสายของตัวเองในการให้บริการอินเทอร์เน็ต เพราะในปัจจุับันก็มีโครงข่ายสายน้อยกว่าเพื่อนอยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของ CAT
5. พลังดูดลูกค้าจาก 3BB ด้วยโปรโมชั่นที่ยั่วใจ และบริการ Node Delivery ปักให้ถึงบ้านที่ทรูยังไม่มี
6. สงครามราคาและสงครามโฆษณาจาก 3BB จะกลับมาช่วงต้นปี 2553 เพราะปีหน้านี้ทาง Jasmin หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องทวงบัลลังฆ์แชมป์อันดับ 1 พร้อมฐานลูกค้า 1 ล้านพอร์ตให้ได้ เพราะฉะนั้นปีหน้ามีอะไรก็คงใส่มาหมด ทุ่มหมดหน้าตักแน่ๆ

แรงขับเคลื่อนตลาดบอร์ดแบนด์ไทยในปี 2552

ตลาดบอร์ดแบนด์ปีนี้แข่งกันดุเดือด แต่ละค่ายเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มต่อพอร์ตให้มากขึ้นด้วยการขายแพ็คเกจเอาใจลูกค้าระดับบน

- 3BB ดึงฐานลูกค้าเดิมของทรูในเมืองหลวงและทีโอทีในต่างจังหวัดให้ย้ายมาที่ตนมากมาย พร้อมทั้งแย่งส่วนแบ่งลูกค้าใหม่มาอีกมหาศาล เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพปี 2552 ถ้าไม่มี 3BB เข้ามาทำตลาดคาดว่าทรูจะได้ลูกค้าใหม่ราวๆ 1 แสนรายซึ่งปัจจุบันได้เพียง 50,000 รายเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 50,000 รายตกไปเป็นของ 3BB

- ทีโอทีก็ลงมาร่วมสนามต่อสู้ด้วย ไม่เว้นแม้แต่ CAT เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่ารายได้จากอินเทอร์เน็ตบอร์ดแบนด์ได้กลายเป็นรายได้หลักในปัจจุบันไปแล้ว แม้ว่ารายได้ส่วนใหญ่ในปัจจุบันของทีโอทีกับ CAT จะยังอยู่ในส่วนของค่าสัมปทานเป็นหลัก แต่ต่อไปรายได้จากสัมปทานอาจจะลดลงหรือหายไป ดังนั้นเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่อรายได้ในอนาคตจึงต้องรุกตลาดอินเทอร์เน็ตเพื่อหวังเป็นทางรอดของตัวเองในอนาคต

- ปี 2552 รายได้ต่อหมายเลขของแต่ละบริษัทก็น่าจะสูงขึ้น จากที่ปีนี้ตลาดบนบูมมาก แพ็คเกจระดับ 1,000 บาทขึ้นไปขายดี สามารถสร้างมูลค่าต่อพอร์ตได้มากขึ้น (Value per port)

- 3BB เน้นใช้เน็ตไม่ต้องใช้เบอร์ เป็นการลบจุดอ่อนของตัวเองที่ไม่มีสัมปทานโทรศัพท์พื้นฐานในเขตกรุงเทพ และตามต่างจังหวัดเดี๋ยวนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เบอร์โทรศัพท์อีกต่อไปแล้ว จึงไม่ต้องมีภาระผูกพันกับ TT&T

คาดการณ์ส่วนแบ่งทางการตลาดในปี 2552

แม้ว่าปีนี้จะยังไม่มีรายงานสรุปออกมาอย่างเป็นทางการสำหรับ ส่วนแบ่งทางการตลาดของบอร์ดแบนด์อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย แต่จากข้อมูลที่ได้รับสามารถนำมาวิเคราะห์และคาดคะเนได้แล้วว่า

ส่วนแบ่งทางการตลาด
อันดับ 1 จะยังคงเป็นทรู ที่ฐานลูกค้าประมาณ 700,000 ราย* (ถึงสิ้นไตรมาส 4)
อันดับ 2 จะเป็นของ 3BB ที่ฐานลูกค้าประมาณ 650,000 ราย** (ถึงสิ้นไตรมาส 4)

[3BB ใช้ข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ในการคำนวนซึ่งอาจจะน้อยกว่าข้อมูลจากกทช 1 แสนราย - ถ้าใช้ข้อมูลจากกทช. คำนวน 3BB อาจจะมีฐานลูกค้ารวมปี 52 สูงถึง 750,000 ราย]

ที่น่าตกใจคือฐานลูกค้าของ 3BB เพิ่มขึ้นมามากมายมหาศาลในปี 2552 และมีอัตราการเพิ่มขึ้นในแต่ละไตรมาสสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2551 ที่มีลูกค้าเพียง 369,000*** รายเพิ่มขึ้นมาเป็น 650,000 ราย หรือเพิ่มขึ้น 281,000 รายภายในระยะเวลาแค่ 1 ปี หรือคิดเป็น 76% ในขณะที่ทรูมีอัตราการเพิ่มในปีนี้ลดลงคือประมาณ 15% เท่านั้น

ข้อมูล ** คำนวนจากฐานลูกค้าล่าสุดไตรมาสที่ 1 ปี 2552 และอัตราการเพิ่มของลูกค้าใหม่ในแต่ละเดือน พร้อมทั้งอัตราเฉลี่ยการเพิ่มของลูกค้าใหม่ในแต่ละปี

ใช้ข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้

ถ้าใช้ข้อมูลของ กทช โดยเอาตัวเลขลูกค้าปี 51 ของทรู ไปเปรียบเทียบเป็นจำนวนเปอร์เซนต์ของทางกทช. ก็จะได้ตัวเลข 27% ที่ประมาณ 466,023 ราย แต่ข้อมูลจาก บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ อยู่ที่ประมาณ 369,000 รายเท่านั้น

อนาคตบอร์ดแบนด์อินเทอร์เน็ตในปีหน้า 2553

การมาของ 3BB จึงน่าจับตามองอย่างยิ่งยวด ถ้าอัตราการเติบโตยังเป็นแบบนี้ ปี 53 เราอาจจะเห็น 3BB ขึ้นแท่นเป็นผู้ให้บริการอันดับ 1 ของประเทศไทยในช่วงไตรมาส 3 ปี 2553 ตามที่กลุ่ม Jasmin ตั้งเป้าหมายเอาไว้แน่ๆ แต่ทรูในฐานะเจ้าของแชป์ก็คงไม่ปล่อยให้ตำแหน่งหลุดมือไปง่ายๆ อีกทั้งทรูมีความพร้อมในทุกๆ ด้าน เราคงจะเห็นการต่อสู้ยกใหม่อย่างสมน้ำสมเนื้อระหว่างทรูและ 3BB ในปีหน้า

แผนภาพการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากประเทศไทยไปต่างประเทศ

flickr:5265682520

แผนภาพการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตภายในประเทศ

flickr:5265072913

การวิเคราะห์ Five Force ของตลาดผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต
1. The threat of new entrants (การเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่)
มีการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาได้ยาก เพราะจำเป็นต้องมีการลงทุนที่สูง และต้องได้รับสัมปทานจาก Thailand internet exchange (IX) เสียก่อน
2. The bargaining power of suppliers (อำนาจการต่อรองของผู้ผลิต)
อำนาจการต่อรองของผู้ผลิตมีสูง เพราะมี ISP ที่ให้บริการอยู่น้อยรายสามารถเข้าถึงลูกค้าได้โดยผ่านสื่อต่างๆ เช่น อินเตอร์เน็ต โฆษณา เป็นต้น
3. The bargaining power of customer (buyers) (อำนาจการต่อรองของผู้บริโภค)
อำนาจการต่อรองของผู้บริโภคมีต่ำ เพราะสามารถเลือกใช้บริการของ ISP ได้น้อยราย มีการผูกขาด ของ ISP รายใหญ่ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกไม่มากนัก
4. The threat of substitute products or services (การมีสินค้าและบริการอื่นทดแทน)
การมีสินค้าหรือบริการอื่นทดแทน ตอนนี้ยังไม่มี
5. The rivalry among existing firms in the industry (การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม)
การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมมีการแข่งขันที่สูง เนื่องจากมี ISP แต่ล่ะรายมีการปรับราคาการให้บริการลง แต่ให้ความเร็วอินเตอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า hi-speed internet ที่เร็วขึ้น

Ref.
1.http://www.thaicleannet.com/modules.php?name=tcn_stories_view&sid=282
2.http://www.adslthailand.com/board/showthread.php?26983
3.http://www.bcoms.net/adsl/adsl.asp
4.http://www.nectec.or.th/index.php

Page tags: scribe